Skip to Main Content

8 พิกัดเที่ยว ‘พระราชวังต้องห้าม’ เปิดตำนาน ความลับ และคำสาปแห่งวังหลวง

ที่เที่ยวห้ามพลาดเมื่อไปเที่ยว 'พระราชวังต้องห้าม' (The Forbidden City) อายุกว่า 600 ปี แลนด์มาร์กกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน พระราชวังต้องห้ามปิดวันไหน ลงรถไฟสถานีไหน

1-forbidden-city-beijing-china

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) หรือ “พระราชวังกู้กง” หนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งแดนมังกร ตั้งอยู่ใจกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี 1987 อดีตที่ประทับของจักรพรรดิและศูนย์กลางอำนาจสูงสุดของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงกว่า 600 ปี ทั้งยังเป็นสถานที่ ‘ต้องห้าม’ สำหรับบุคคลทั่วไป ทว่าปัจจุบัน สถานที่ต้องห้ามได้เปิดต้อนรับนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก ให้เข้ามาสัมผัสความยิ่งใหญ่และค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงโบราณ ชับบ์ ปักหมุด 8 จุดเช็คอินห้ามพลาดเมื่อไปเยือน ‘พระราชวังต้องห้าม’ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกตำนานและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินจีน

ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่จาก ‘พระราชวังต้องห้าม’ สู่มรดกโลกโดย UNESCO

1-2-view-forbidden-city-palace-museum-beijing-china

บนพื้นที่กว่า 720,000 ตารางเมตรของ พระราชวังต้องห้าม เปรียบดั่งภาพสะท้อนของอำนาจศักดิ์สิทธิ์และความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ ผู้ซึ่งเปรียบดั่ง “โอรสแห่งสวรรค์” พระราชวังแห่งนี้มีชื่อเรียกภาษาจีนว่า ‘จื่อจิ้นเฉิง’ (เมืองต้องห้ามสีม่วง) โดย ‘สีม่วง’ เชื่อมโยงกับสวรรค์และอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1406 รัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ (Yongle Emperor) จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปีจึงแล้วเสร็จ (ค.ศ. 1406-1420) ด้วยแรงงานนับแสนคนและช่างฝีมือชั้นครูจากทั่วทั้งแผ่นดินจีน และเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ 24 พระองค์ ทั้งในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง

เหตุที่ได้ชื่อว่า ‘พระราชวังต้องห้าม’ มาจากการที่สามัญชนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้าไปในเขตพระราชฐานโดยเด็ดขาด แม้แต่ข้าราชบริพารชั้นสูงก็ต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น ความลี้ลับและความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนมังกร ภายในประกอบด้วยอาคาร 980 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และพระที่นั่ง 75 องค์ กระทั่งในปี 1987 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ประเมินค่ามิได้

พระราชวังต้องห้าม ลงสถานนีไหน

นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 ลงได้ที่สถานีที่ใกล้ที่สุด 2 สถานีคือ Tiananmen West ใช้ทางออก B จากนั้นเดินไปยังพระราชวังต้องห้าม หรือสถานี Tiananmen East ใช้ ทางออก B หรือ ทางออก A จากนั้นเดินไปยังพระราชวังต้องห้าม และเดินผ่านบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านหน้าของพระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม หยุดวันไหน

พระราชวังต้องห้ามเปิดให้เข้าชมทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) โดยเปิดให้เข้าชมวันละ 2 รอบคือ 8:30-12.00 น. และ 11.00-16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของจีน เช่น ตรุษจีน วันชาติจีน หรือเทศกาลอื่น ๆ พระราชวังอาจจะเปิดทำการในวันจันทร์ หรือบางครั้งอาจมีการปิดชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เนื่องจากมีพิธีการของรัฐบาลหรือกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ

8 สถานที่เที่ยวไฮไลต์ใน ‘พระราชวังต้องห้าม’ (Forbidden City)

คงจะต้องมีเวลามากพอ หากคุณจะเดินเที่ยวชมพระราชวังต้องหามแบบเก็บครบทุกซอกมุม ด้วยพื้นที่ประมาณ 450 ไร่ และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่อลังการหลายแห่ง เรารวบรวม 8 จุดเช็คอินห้ามพลาดเมื่อไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม เพื่อให้คุณซึมซับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งแดนมังกร ราวกับคุณได้เดินทางย้อนเวลากลับไปในยุคสมัยที่พระราชวังแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ต้องห้ามเมื่อหลายร้อยปีก่อน

1. พระตำหนักไท่เหอเตี้ยน (The Hall of Supreme Harmony)

1-forbidden-city-beijingchina

อาคารที่สำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระราชวังต้องห้าม เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของจักรพรรดิ พระตำหนักแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางของเขตพระราชฐานชั้นนอก ถัดจากประตูไท่เหอเหมิน ตั้งอยู่บนฐานหินอ่อนสีขาวสามชั้นที่เรียกว่า ‘แท่นซูเหมี๋ย’ ซึ่งยกพื้นสูงเด่นเป็นสง่าเหนืออาคารอื่น ๆ ทำหน้าที่เป็นระบบระบายน้ำตามภูมิปัญญาของคนโบราณ ในยามฝนตกหัวมังกรแกะสลักนับพันตัวจะพ่นน้ำออกมาพร้อม ๆ กันเป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจ

ภายในพระตำหนักสร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่ 72 ต้น เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าหนึ่งเมตร เป็นที่ตั้งของ ‘บัลลังก์มังกรทองคำ’ อันวิจิตรตระการตา สัญลักษณ์แห่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของโอรสแห่งสวรรค์ พระตำหนักไท่เหอเตี้ยนสงวนไว้สำหรับการประกอบพระราชพิธีสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปีเท่านั้น เช่น พิธีราชาภิเษกของจักรพรรดิองค์ใหม่ พิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์ หรือพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ซึ่งพิธีกรรมที่จัดขึ้น ณ พระตำหนักแห่งนี้ ตอกย้ำถึงสถานะของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวบนแผ่นดินจีน

2. พระตำหนักจงเหอเตี้ยน (The Hall of Central Harmony)

2-ancient-royal-palaces-forbidden-city-beijingchina

พระตำหนักทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 580 ตารางเมตร ตั้งอยู่ระหว่าง ‘พระตำหนักไท่เหอเตี้ยน’ และ ‘พระตำหนักเป่าเหอเตี้ยน’ ทำให้มีบทบาทเป็นห้องโถงพักผ่อนชั่วคราวขององค์จักรพรรดิก่อนเสด็จออกว่าราชการ หรือร่วมพระราชพิธีสำคัญ ณ พระตำหนักไท่เหอเตี้ยนอันยิ่งใหญ่ พระตำหนักแห่งนี้สะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความเป็นกลางและความกลมกลืน” ตามหลักปรัชญาของจีน เพราะเป็นพื้นที่ที่จักรพรรดิจะทรงทบทวนพระราชโองการและรับการถวายความเคารพจากขุนนางก่อนเข้าร่วมพิธีการใหญ่ ซึ่งภายในมีการประดิษฐานบัลลังก์รายล้อมด้วยสัตว์มงคลในตำนาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรอบคอบและความเฉลียวฉลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงและรักษาสมดุลของเขตพระราชฐานชั้นนอกไว้อย่างกลมกลืน

3. พระตำหนักเป่าเหอเตี้ยน (The Hall of Preserved Harmony)

3-beijing-19-may-2012-china-forbidden-city-beijing-forbidden-city-is-royal-palace-china-it-is-world-s-cultural-heritage

หนึ่งในสามพระตำหนักหลักในเขตพระราชฐานชั้นนอก ตั้งอยู่ใกล้กับพระตำหนักจงเหอเตี้ยนไปทางทิศเหนือ ในอดีตเคยเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีนของเชื้อพระวงศ์ ตั้งแต่รัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (Qiánlóng Emperor) จักรพรรดิองค์ที่ 5 ของราชวงศ์ชิง รวมถึงสถานที่เปลี่ยนฉลองพระองค์สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งยังเป็นสถานที่สอบจอหงวนรอบสุดท้าย เพื่อคัดเลือกขุนนางระดับสูงสุดเข้าสู่ราชสำนัก นับตั้งแต่ปี 1789 เป็นต้นมา เอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของตำหนักแห่งนี้คือ แผ่นหินอ่อนแกะสลักรูปมังกร 9 ตัว ขนาดมหึมาที่วางอยู่ด้านหลังพระตำหนัก ซึ่งถือเป็นประติมากรรมหินขนาดใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในพระราชวังต้องห้ามทั้งหมด

4. สวนอวี้ฮวาหยวน (Yuhuayuan หรือ Imperial Garden)

4-travelling-china

พระราชอุทยานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจขององค์จักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ กินพื้นที่มากถึง 12,000 ตร.ม. ได้รับการออกแบบตามหลักฮวงจุ้ยทุกกระเบียดนิ้วเพื่อความสมดุลและความร่มรื่นสบายตา สวนอวี้ฮวาหยวนโดดเด่นด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของสวนจีนโบราณเข้ากับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ศาลาจีน ต้นไม้โบราณหายาก สนไซเปรสที่มีอายุหลายร้อยปี รวมถึงหินรูปทรงแปลกตาที่ประดับตกแต่งเพื่อเสริมฮวงจุ้ย สวนอวี้ฮวาหยวนจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและสวดมนต์บูชาเทพเจ้าของเหล่าราชวงศ์ สะท้อนถึงความปรารถนาในความสงบสุขและความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

5. พระตำหนักชินอันเตี้ยน (The Hall of Imperial Peace)

5 front-building-is-chinese-building-with-red-roofbeijing-forbidden-city-china

ศาสนสถานลัทธิเต๋าเพียงแห่งเดียวของพระราชวังต้องห้าม ตั้งอยู่ใจกลางสวนอี้ฮวาหยวน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1420 (สมัยราชวงศ์หมิง) เพื่อเป็นสถานที่สักการะเทพเจ้าเจินอู่ (Zhenwu) หรือเทพแห่งทิศเหนือ ที่ทำจากสัมฤทธิ์ปิดทอง เชื่อกันว่า เทพเจ้าเจินอู่สามารถควบคุมน้ำและปกป้องพระราชวังจากอัคคีภัยได้ เช่นเดียวกับการตั้งชื่อประตูเทียนอี้ (Tianyi Gate) บริเวณด้านหน้า หมายถึง “แหล่งกำเนิดน้ำ” เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟไหม้เช่นกัน อีกทั้งด้านนอกยังมีต้นสนยักษ์อายุกว่า 400 ปี 2 ต้น ที่โค้งเข้าหากันเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลมเกลียวระหว่างจักรพรรดิและฮองเฮา บริเวณโดยรอบพระตำหนักชินอันเตี้ยนสงบร่มรื่นด้วยต้นสนโบราณ จึงเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาส่วนพระองค์สำหรับจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ เพื่อความสงบสุขและความเป็นสิริมงคลแห่งราชอาณาจักร

6. พระตำหนักเฉียนชิงกง (Palace of Heavenly Purity)

6-forbidden-city-is-temple-beijing_11zon

พระราชฐานชั้นในและพระตำหนักหลังใหญ่ที่สุดในบรรดาพระตำหนักฝ่ายในทั้ง 3 หลัง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1420 เป็นสัญลักษณ์แห่งฟ้า (เฉียน) และที่ประทับหลักขององค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงตอนต้น โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหลังคาสองชั้นสร้างบนฐานหินอ่อนชั้นเดียว เดิมเคยมีเตียงถึง 27 หลัง เพื่อให้องค์จักรพรรดิสับเปลี่ยนที่บรรทมไว้ป้องกันการลอบสังหาร ทว่าจักรพรรดิหย่งเจิ้ง (จักรพรรดิลำดับที่ 4 ของราชวงศ์ชิง) ไม่ประสงค์ใช้ห้องบรรทมเดียวกับจักรพรรดิคังซี (พระบิดา) จึงเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งหย่างซิน พระตำหนักหลังนี้จึงเปลี่ยนเป็นท้องพระโรงสำหรับว่าราชการและสถานที่จัดงานพิธีเฉลิมฉลองสำคัญต่าง ๆ มาตั้งแต่ยุคสมัยของพระองค์เป็นต้นมา กลางพระตำหนักมีราชอาสน์และโต๊ะทรงอักษรที่มีป้ายพระอักษร 4 ตัว โดยจักรพรรดิซุ่นจื้อได้จารึกคำว่า ‘เจิ้งต้ากวงหมิง’ แปลว่า “เที่ยงตรง โปร่งใส” ซึ่งกลายเป็นสถานที่จักรพรรดิหย่งเจิ่งได้เก็บซ่อนพระราชโองการลับสำหรับสืบรัชทายาทไว้ภายในป้ายอักษร อีกฉบับพระองค์ทรงพกติดตัวไว้เสมอ ทำให้พระตำหนักเฉียนชิงกงเปรียบเหมือนหัวใจแห่งอำนาจการปกครอง และศูนย์รวมแห่งการถ่ายโอนอำนาจของจักรวรรดิจีน

7. พระตำหนักคุนหนิงกง (Palace of Earthly Tranquility)

7 exterior-forbidden-city-beijing_11zon

พระตำหนักคุนหนิงกง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของพระราชฐานชั้นในและเป็นตำหนักสุดท้ายในสามตำหนักหลัก สะท้อนแนวคิด ‘หยิน’ (ดิน / สตรี) โอบอุ้ม ‘หยาง’ (ฟ้า / บุรุษ) เพื่อให้คู่กับพระตำหนักเฉียนชิงกง สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1420) เดิมเป็นที่ประทับของจักรพรรดินี โดยมี พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน กั้นกลางระหว่าง ‘พระตำหนักเฉียนชิงกง’ และ ‘พระตำหนักคุนหนิงกง’ กระทั่งในสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง (จักรพรรดิองค์แรกของแมนจู) ได้ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงแบบชาวแมนจู เหลือเพียงห้องเล็ก ๆ ทางทิศตะวันออกที่ทาด้วยสีแดงสดใช้เป็นห้องหอ (Bridal Chamber) สำหรับคืนอภิเษกสมรสของจักรพรรดิและจักรพรรดินี ตำหนักแห่งนี้เคยเกิดเพลิงไหม้มาแล้วหลายครั้งและถูกเผาทำลายโดยกบฎชาวนาที่บุกเข้ามาในพระราชวังในปีค.ศ. 1605 ก่อนจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมแบบราชวงศ์ชิงผสมผสานกับราชวงศ์หมิง ทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมการบูชาหมอผี (Shamanism) ของชาวแมนจู และสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านจากที่ประทับ สู่สถานที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อความผาสุกและการสืบสายราชวงศ์ ปัจจุบันได้รับการบูรณะเพื่อใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องใช้ในพิธีอภิเษกสมรส

8. พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน (Jiaotai Dian)

8-su-jun-forbidden-city-8385647_11zon

พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน หรือ “หอแห่งการรวมเป็นหนึ่ง” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างที่ประทับของจักรพรรดิ (พระตำหนักเฉียนชิงกง) และจักรพรรดินี (พระตำหนักคุนหนิงกง) สื่อถึงความสมดุลและความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดิน (หยางและหยิน) รวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองขององค์จักรพรรดิและจักรพรรดินี ตัวอาคารมีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาดเล็กกว่าตำหนักหลัก สร้างขึ้นตามคติโบราณที่ว่า “สวรรค์ผืนพิภพเป็นหนึ่งเดียว” เพื่อเป็นสถานที่ส่วนพระองค์ของจักรพรรดินีสำหรับการรับถวายพระพรในเทศกาลสำคัญ ภายในเก็บรักษาตราพระราชลัญจกร (ตราประทับหลวง) ทั้ง 25 องค์ของราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจและสิ่งของสำคัญต่าง ๆ อย่าง นาฬิกาโบราณขนาดใหญ่ และนาฬิกาน้ำ (Clepsydra) ที่เคยใช้เป็นมาตรฐานเวลาของวัง แสดงให้เห็นถึงทั้งความศักดิ์สิทธิ์และนวัตกรรมในยุคอดีตได้อย่างน่าทึ่ง

รวมเกร็ดสนุก ๆ เกี่ยวกับ ‘พระราชวังต้องห้าม’ ที่หลายคน (อาจ) ไม่เคยรู้

xiaoxiao1999-beijing
  • ปริศนา 9,999.5 ห้อง: มีเรื่องเล่าว่าพระราชวังต้องห้ามมีห้องทั้งหมด 9,999 ห้องครึ่ง เนื่องจากจักรพรรดิไม่ต้องการจะสร้างให้เท่ากับพระราชวังบนสวรรค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ซึ่งมี 10,000 ห้อง แม้การสำรวจจะพบว่า มีห้องทั้งหมดประมาณ 8,700 ห้อง แต่ตำนานนี้ก็ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อและความเคารพต่อสวรรค์ของชาวจีนได้เป็นอย่างดี
  • คำสาปบัลลังก์มังกร: บัลลังก์มังกรหรือ ‘ลองอี่’ ในพระที่นั่งไท่เหอ ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์สูงสุดสำหรับจักรพรรดิเท่านั้น มีตำนานเล่าว่า ผู้ใดที่ไม่ใช่โอรสแห่งสวรรค์หากบังอาจขึ้นไปนั่งจะต้องมีอันเป็นไป ซึ่งเป็นกุศโลบายเพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจและบารมีของจักรพรรดิ แต่หนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ นายพลวาลเดอร์ซี (Waldersee) นายทหารเยอรมันที่เข้ายึดพระราชวังต้องห้าม ในช่วงสงครามกับกองกำลังพันธมิตรแปดชาติในปี ค.ศ. 1900 ระหว่างสำรวจพระราชวังต้องห้าม นายพลวาลเดอร์ซีได้นั่งลงบนลองอี่พร้อมให้ช่างภาพถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก 4 ปีต่อมา เขาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 1904 โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขาโดนคำสาปแห่งบัลลังก์ทอง
  • นครต้องห้ามสีม่วง: เหตุที่ชื่อว่า ‘พระราชวังต้องห้าม’ มาจากจักรพรรดิจะประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้โดยปิดกั้นพระองค์จากโลกภายนอก มีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงคอยรับใช้ คนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิตเพื่อตอบสนองความสำราญของจักรพรรดิ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า พระราชวังต้องห้ามจะมีวิเสท (พนักงานห้องเครื่อง) กว่า 6,000 คน คอยประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง และมีขันที 70,000 คน คอยดูแลความเรียบร้อย
  • สัตว์มงคลบนหลังคา: เมื่อเข้าไปในพระราชวังต้องห้าม คุณจะเห็นรูปปั้นสัตว์เล็ก ๆ เรียงรายบนหลังคาของอาคารต่าง ๆ จำนวนสัตว์ที่เรียงกันนั้นบอกถึงระดับความสำคัญของอาคารนั้น ๆ ยิ่งอาคารสำคัญมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสัตว์มงคลมากมายเท่านั้น โดยมีสัตว์มงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ‘มังกร’ นั่นเอง
  • กฎ ‘ไม่เกินสองคำ’: ตามกฎการเสวยพระกระยาหารของจักรพรรดิ ห้ามกินอาหารเกินสองคำต่อหนึ่งจาน เพื่อป้องกันไม่ให้คนทำอาหารทราบว่า จักรพรรดิทรงโปรดอาหารจานไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอาจนำไปสู่การวางยาเพื่อลอบปลงพระชนม์ได้ หากทรงฝ่าฝืนขันทีจะตะโกนให้นำจานนั้นออกไปทันที และเมนูนั้นจะหายไปจากสำรับอาหารอีกเป็นเวลานาน
  • ภูเขาที่สร้างด้วยมือ: เนินเขาจิ่งซาน (Jingshan) ที่อยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังต้องห้ามไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการนำดินที่ขุดคลองรอบพระราชวังมาถมเป็นภูเขา เพราะตามหลักฮวงจุ้ยต้องมีภูเขาอยู่ด้านหลังเพื่อความมั่นคงและปกป้องพระราชวัง
  • ไม่มีปล่องไฟ: อาคารหลักหลาย ๆ แห่งในพระราชวังต้องห้ามไม่มีปล่องไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้ การทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวจึงใช้ระบบทำความร้อนจากใต้พื้นดินแทน ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ชาญฉลาดมากในยุคนั้น

พระราชวังต้องห้าม หรือ ‘พระราชวังกู้กง’ คือมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ การมาเยือนที่นี่คือการเปิดหน้าประวัติศาสตร์และตำนานอันยิ่งใหญ่ของจีนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพียงก้าวข้ามกำแพงต้องห้ามและค้นพบความลับที่รอการเปิดเผยด้วยตัวคุณเอง ที่สำคัญการไปเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อาจหมดสนุก หากคุณต้องพบกับเรื่องปวดหัวจากการเดินทาง ทั้งทรัพย์สินสูญหาย เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด อย่าลืมซื้อ ประกันภัยเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) เพื่อนรู้ใจที่พร้อมไปกับคุณทุกเส้นทาง พร้อมดูแลคุณอย่างดีที่สุด ให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป