Skip to Main Content

ตะลุยแดนจิงโจ้! 15 ที่เที่ยวออสเตรเลียสุดปัง เที่ยวเดือนไหนดีสุด

Harbour Bridge from above with twilight sky and sailboat-filled sea, Sydney, Australia

ทวีปที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ ตั้งแต่แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ป่าดงดิบอายุหลายล้านปี ไปจนถึงเอาท์แบ็คสีแดงฉาน และเมืองทันสมัยที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ สายผจญภัย หรือสายชิลในเมือง ออสเตรเลีย เจ้าของฉายา “แดนจิงโจ้” เป็นอีกหนึ่งประเทศในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ชับบ์ คัดเลือก 15 ที่เที่ยวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมแนะนำเที่ยวออสเตรเลียเดือนไหนดีที่สุด เพื่อช่วยให้คุณวางแผนเที่ยวออสเตรเลียด้วยตัวเองได้ตามต้องการ

เที่ยวออสเตรเลียเดือนไหนดี?

ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก (มีพื้นที่ประมาณ 7,692,024 ตารางกิโลเมตร) โดยเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมจะอยู่ฝั่งตะวันออกของประเทศ ได้แก่ ซิดนีย์ (Sydney) เมลเบิร์น (Melbourne) บริสเบน (Brisbane) และโกลด์โคสต์ (Gold Coast) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการท่องเที่ยวออสเตรเลียคือ เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ตรงกับ “ฤดูใบไม้ผลิ” ที่ดอกไม้จะผลิบานตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแต่ละฤดูกาลของออสเตรเลียก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน นั่นคือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ (กันยายน - พฤศจิกายน): เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวออสเตรเลีย ด้วยอากาศที่เย็นสบาย ช่วงเวลาที่ดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ป่าในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เหมาะกับการเที่ยวชมเมืองซิดนีย์และเมลเบิร์น ชมเทศกาลดอกไม้ Floriade ที่แคนเบอร์รา (Canberra) เทศกาลเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ฤดูนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นที่ดีในการไปเยือนเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจาก UNESCO อีกด้วย
  • ฤดูร้อน (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): สวรรค์ของคนรักทะเล ช่วงเวลาที่อากาศร้อนถึงร้อนจัด เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งและพักผ่อนริมชายหาดทางตอนใต้ หรือไปฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ที่เมืองซิดนีย์, นอนอาบแดดที่หาดบอนได, เล่นเซิร์ฟที่โกลด์โคสต์ ทว่าช่วงนี้เป็นฤดูมรสุมทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เช่น แคนส์, ดาร์วิน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการไปเที่ยวในฤดูร้อนทางตอนเหนือของออสเตรเลียจะดีกว่า
  • ฤดูใบไม้ร่วง (มีนาคม - พฤษภาคม): ฤดูแห่งสีสันและไวน์ ฤดูที่อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส จัดเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวออสเตรเลีย เพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีในเขตหุบเขายาร์รา (Yarra Valley) และเดินเล่นริมแม่น้ำยาร์รา (Yarra River) ใจกลางเมลเบิร์น, เดินป่าในอุทยานแห่งชาติบลูเมาน์เทนส์ (Blue Mountains National Park) และขับรถเที่ยวชิลๆ ตามเส้นทาง Great Ocean Road ที่เหล่า Wine Lovers ทั่วโลกตกหลุมรัก
  • ฤดูหนาว (มิถุนายน - สิงหาคม): เที่ยวเหนือก็ดี เล่นสกีก็ยังได้ ทางตอนใต้ของออสเตรเลียจะมีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การเล่นสกีที่ Australian Alps (สกีรีสอร์ทที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Perisher, Thredbo, Falls Creek, Mount Buller และ Mount Hotham) ส่วนทางตอนเหนืออย่างควีนส์แลนด์ (Queensland) และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (Northern Territory) จะมีอากาศเย็นสบายเหมาะกับการเที่ยวมากที่สุด เที่ยวชมอุทยานแห่งชาติคาคาดู (Kakadu National Park) หรือชมวาฬอพยพตามแนวชายฝั่งตะวันออก ทั้งยังเป็นฤดูกาลที่มีเทศกาลฤดูหนาวมากมาย

15 ที่เที่ยวออสเตรเลียยอดนิยม ที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง

หลังจากที่ทราบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางกันแล้ว เราแนะนำ 15 สถานที่เที่ยวออสเตรเลียที่ไม่ควรพลาด ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างดี ที่เหลือก็แค่เตรียมกล้องคู่ใจให้พร้อม แล้วไปชมแลนด์มาร์กระดับโลกและความสวยงามของธรรมชาติอันน่าทึ่งกันเลย!

1. โอเปร่าเฮาส์และสะพานฮาร์เบอร์ (Opera House and Harbor Bridge, Sydney)

Sydney Opera House on a clear day with the Harbour Bridge in the background

สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองซิดนีย์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ “โอเปรา เฮาส์” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายเปลือกหอยหรือใบเรือ เดินเล่นรอบๆ อาคารเพื่อชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมจากมุมต่างๆ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก ที่แสงจะตกกระทบตัวอาคารอย่างสวยงาม หากคุณสนใจประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของโอเปร่าเฮาส์ แนะนำให้เข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์ ซึ่งจะพาคุณเข้าไปชมส่วนต่างๆ ภายในอาคาร รวมถึงโรงละครและห้องแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ และเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังการก่อสร้าง

ใกล้กันเป็นที่ตั้งของ “สะพานฮาร์เบอร์” สัญลักษณ์สำคัญอีกแห่งของเมืองซิดนีย์ เป็นสะพานเหล็กโค้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญเชื่อมต่อระหว่างย่านธุรกิจกลางเมืองกับฝั่งเหนือของซิดนีย์ โอเปร่าเฮาส์และสะพานฮาร์เบอร์ตั้งอยู่บริเวณ Circular Quay คุณสามารถเดินจากโอเปร่าเฮาส์ไปยังสะพานฮาร์เบอร์ได้โดยอย่างสะดวกสบาย หรือจะนั่งเรือเฟอร์รี่ชมวิวระหว่างสองฝั่งอ่าวก็ได้เช่นกัน

2. ย่านเดอะร็อคส์ (The Rocks, Sydney)

The Rocks, Sydney's oldest historic district, with a view of the Harbour Bridge

ย่านประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองซิดนีย์ รู้จักกันดีในชื่อ “ย่านอุตสาหกรรมเก่า” ตั้งอยู่บนถนนจอร์จ (George) ย่านสุดฮิปที่คุณจะได้ชื่นชมความสวยงามของเมือง รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ในยุคอาณานิคมของอังกฤษ ที่สร้างด้วยหินทรายสีแดง แล้วยังเป็นย่านชุมชนแห่งแรกที่ชาวยุโรปอพยพมาตั้งถิ่นฐานอีกด้วย ใครมาถึงย่านนี้แล้วต้องแวะชมพิพิธภัณฑ์ คาเฟ ร้านอาหาร บาร์และผับชิคๆ ในบรรยากาศสุดคึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ที่มีตลาด The Rocks Markets ให้เดินช็อป-ชิล-ชมกันอย่างเพลิดเพลิน

3. หาดบอนได (Bondi Beach, Sydney)

Bondi Beach on a clear day, packed with tourists

ชายหาดที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นที่นิยมสำหรับการเล่นเซิร์ฟ อาบแดด และพักผ่อน หาดบอนไดโอบล้อมด้วยหน้าผาหินที่สวยงามและมีเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งยาว 6 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างหาด Bondi และหาด Coogee ที่สวยงาม ซึ่งคุณสามารถเดินเท้าชิลๆ ได้ในวันอากาศดี (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) ตลอดเส้นทางคุณจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของหน้าผาสูง ชายหาดสีขาว และทะเลสีคราม ทั้งยังมีจุดชมวิวจากมุมสูงให้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ บริเวณรอบหาดบอนไดยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และร้านค้าเก๋ๆ ทำให้เป็นสถานที่ที่คึกคักและมีสีสันอยู่เสมอ

4. ถนนสายศิลปะแห่งเมลเบิร์น (Street Art, Melbourne)

Tourists take photos with street art in Melbourne, the “Street Art Capital” of the World

เมลเบิร์น ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทอาร์ต” (Street Art Capital) ของโลกเลยทีเดียว เมืองนี้เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปรียบเสมือนแกลเลอรี่กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ให้คุณสัมผัสวัฒนธรรมกาแฟและสตรีทอาร์ตระดับโลก ตั้งแต่ Hosier Lane (ฮอซิเออร์ เลน) จุดเริ่มต้นวัฒนธรรมสตรีทอาร์ตและเป็นตรอกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมลเบิร์น ตั้งอยู่ตรงข้าม Federation Square (เฟเดอเรชั่น สแควร์) ที่เต็มไปด้วยงานสตรีทอาร์ตบนกำแพง ผนังตึก แม้แต่ถังขยะและบานหน้าต่างก็ยังแต่งแต้มไปด้วยสีสันเก๋ๆ รวมถึงตรอก AC/DC Lane ที่เชื่อมต่อกับ Duckboard Place ซึ่งเป็นตรอกที่มีสตรีทอาร์ตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่เพียงจะมีสตรีทอาร์ตบนกำแพง ตึกสูง บางครั้งผลงานที่น่าทึ่งที่สุดก็ซ่อนตัวอยู่ในตรอกที่ดูธรรมดาๆ อีกด้วย

5. เกรตโอเชียนโรด (Great Ocean Road, Victoria)

Twelve Apostles, a popular check-in point on the Great Ocean Road, Australia

เส้นทางขับรถเลียบชายฝั่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในรัฐวิกตอเรีย (Victoria) เส้นทางริมทะเลที่ทอดตัวยาว 243 กิโลเมตร จากเมืองทอร์คีย์ (Torquay) ถึงเมืองออลเวย์ (Allansford) ตลอดเส้นทางคุณจะได้ชมทัศนียภาพของท้องทะเลสีคราม ผาหินรูปทรงแปลกตา ชายหาด และผืนป่าธรรมชาติ ไฮไลท์ของถนนสายนี้คือ “Twelve Apostles” (อัครสาวกทั้งสิบสอง) จุดเช็คอินยอดนิยมยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก กลุ่มเสาหินปูนขนาดใหญ่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของหน้าผาหินปูนบนแผ่นดินใหญ่ที่ถูกคลื่นลมทะเลกัดเซาะนานหลายล้านปี ตั้งตระหง่านอยู่กลางมหาสมุทรนอกชายฝั่งอุทยานแห่งชาติพอร์ตแคมป์เบลล์ (Port Campbell National Park) ทั้งยังมีจุดแวะเที่ยวมากมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ Great Otway หมู่บ้านริมทะเล น้ำตก และเส้นทางเดินป่า เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและการขับรถชมวิวสวยๆ ด้วยตัวเอง

6. โกลด์โคสต์ (Gold Coast, Queensland)

Buildings line a beach in Queensland, Australia on a sunny day

เมืองชายทะเลชื่อดังที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวาของรัฐควีนส์แลนด์ (Queensland) มีชายหาดทรายขาวทอดยาวหลายกิโลเมตร เช่น Surfers Paradise Beach ที่เหมาะกับการเล่นเซิร์ฟ อาบแดด หรือเดินเล่นรับลมทะเล เพลิดเพลินกับสวนสนุกระดับโลกอย่าง Dreamworld, Sea World, Warner Bros. Movie World ตอบโจทย์คนที่ไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวหรือคู่รัก นอกจากนี้ โกลด์โคสต์ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ ย่านชอปปิง และไนท์ไลฟ์สุดคึกคัก แล้วยังสามารถเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามในอุทยานแห่งชาติ Springbrook National Park และ Lamington National Park ชมความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า น้ำตก และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่งดงามอีกด้วย

7. เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef, Queensland)

Divers admire the beauty of coral in the Great Barrier Reef, Australia

จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสโลกใต้ทะเลอันน่าตื่นตาตื่นใจ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ เป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของ UNESCO เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการดำน้ำเพื่อชมความสวยงามของปะการังหลากสีสันและสัตว์ทะเลหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งยังสามารถล่องเรือชมทิวทัศน์โดยรอบ หรือจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อชมความสวยงามจากมุมสูงก็ได้เช่นกัน นอกจากกิจกรรมทางน้ำแล้วพื้นที่รอบๆ เกรตแบร์ริเออร์รีฟยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยที่เงียบสงบ หาดทรายขาวบริสุทธิ์ และรีสอร์ทหรูริมทะเล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว หรือสัมผัสประสบการณ์ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่

8. อูลูรู-คาตา ทจูทา (Uluru-Kata Tjuta National Park, Northern Territory)

A giant red rock stands tall amidst a patch of red sand in Uluru-Kata Tjuta National Park, Australia

อุทยานแห่งชาติอูลูรู-คาตา ทจูทา เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดเมื่อไปเยือนออสเตรเลีย ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่น่าทึ่งบนที่ราบทรายแดง โดยหัวใจของอุทยานแห่งนี้คือ “อูลูรู” (Uluru) โขดหินสีแดงขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนทรายแดง เปรียบเสมือนจิตวิญญาณและสถานที่ศักดิ์สทธิ์ของชาวอะบอริจิน (ชนพื้นเมืองออสเตรเลีย) อูลูรูบอกเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่มีอายุกว่าพันปี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สูญหายในออสเตรเลียยุคปัจจุบัน ด้วยความสวยงามของอูลูรูที่เปลี่ยนแปลงสีสันไปตามแต่ละช่วงเวลาของวันได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามตระการตา ภายในอุทยานมี “คาตา ทจูทา” (Kata Tjuta) กลุ่มหินโดมขนาดใหญ่ที่มีรูปแปลกตาจนได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO อุทยานแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าธรรมชาติที่สวยงามไม่เหมือนที่ไหนในโลก ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ เดินป่า หรือเรียนรู้วัฒนธรรมและตำนานของชาวอะบอริจินอย่างลึกซึ้ง

9. อุทยานแห่งชาติบลูเมาน์เทนส์ (Blue Mountains National Park, New South Wales)

The Three Sisters Rocks stand tall amidst deep valleys and rainforest in the Blue Mountains National Park

อุทยานแห่งชาติบลูเมาน์เทนส์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีเสน่ห์อย่างมาก ด้วยภูมิประเทศอันงดงามของหน้าผาหินทรายสูงชัน รายล้อมด้วยผืนป่ายูคาลิปตัสที่กว้างใหญ่และอบอวลด้วยกลิ่นหอมสดชื่นตามธรรมชาติ อุทยานแห่งนี้ถือเป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและธรรมชาติ พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมสนุกๆ อย่างการเดินป่าบนเส้นทางธรรมชาติที่น่าตื่นเต้นและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี การปีนเขา หรือเพลิดเพลินกับการนั่งรถราง Scenic Railway ที่ลาดชันที่สุดในโลก ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่จุดชมวิว “หินสามพี่น้อง” (Three Sisters) หินทรายสามแท่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาลึกและผืนป่าดงดิบ ที่ชาวอะบอริจินเชื่อว่า หินเหล่านี้เป็นตัวแทนของสามสาวพี่น้องในตำนานพื้นเมือง รายล้อมด้วยถ้ำ น้ำตก และเส้นทางเดินป่า เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความงามของธรรมชาติและเก็บภาพความประทับใจอย่างแท้จริง

10. หมู่เกาะวิตซันเดย์ (Whitsunday Islands, Queensland)

Whitehaven Beach, white sandy beach contrasting with the clear turquoise sea

หมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในทะเลคอรัล (Coral Sea Islands) บริเวณชายฝั่งรัฐควีนส์แลนด์ มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะ “หาดไวท์เฮเวน” (Whitehaven Beach) หาดทรายสีขาวตัดกับทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสสะอาด ใครมาเที่ยวที่หาดแห่งนี้ไม่ควรพลาดการล่องเรือชมเกาะ กระโดดร่มชมวิวจากมุมสูง (สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสูง) การดำน้ำตื้น (Snorkeling) ดำน้ำลึก (Scuba Diving) สำรวจแนวปะการังที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่เป็นฤดูท่องเที่ยวของหมู่เกาะแห่งนี้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถจองที่พักในรีสอร์ทหรูๆ ริมชายหาดไวท์เฮเวน เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติอันเงียบสงบได้อย่างเป็นส่วนตัวและเข้าถึงความเป็น “สวรรค์แห่งการพักผ่อน” อย่างแท้จริง

11. ป่าฝนเดนทรี (Daintree Rainforest, Queensland)

Bennett's Tree Kangaroo eats leaves in the Daintree Rainforest

ป่าฝนเขตร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอายุกว่า 135 ล้านปี ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก จนนักชีววิทยาขนานนามเป็น “อาณาจักรแห่งชีวิต” ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้โบราณ สัตว์หายากอย่างจิงโจ้ต้นไม้เบนเน็ตต์ (Bennett's tree kangaroo), แคสโซวารีใต้ (southern cassowary), ค้างคาวกินแมลงจมูกท่อ (tubenosed insectivorous bat) และกบน้ำตก (waterfall frog) รวมถึงแมลงและสัตว์เลื้อยคลานสายพันธุ์เฉพาะถิ่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านผืนป่าเขียวชอุ่มที่มีทั้งน้ำตก ลำธารใส และผืนป่าที่บรรจบกับแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ ยังมีช่องเขามอสส์แมน (Mossman Gorge) ที่สวยงาม ล่องเรือในแม่น้ำเดนทรี หรือว่ายน้ำในลำธารที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ พร้อมเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองคูคู ยาลันจี ตะวันออก (Eastern Kuku Yalanji) หนึ่งในวัฒนธรรมมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ทำให้ป่าฝนเดนทรีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นที่สุดของออสเตรเลียและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO

12. เกาะแทสเมเนีย (Tasmania Island)

Tasmania's diverse landscape, surrounded by crystal clear rivers and mountains, Australia

เกาะรูปหัวใจขนาดใหญ่ทางตอนใต้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO อีกแห่งของออสเตรเลีย โดดเด่นด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์และภูมิประเทศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาสูง ป่าดิบชื้น ทะเลสาบใสราวคริสตัล และชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ไฮไลท์สำคัญของเกาะแทสเมเนีย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเครเดิลเมาน์เทน-เลกเซนต์แคลร์ (Cradle Mountain-Lake St Clair National Park) ที่มีทิวทัศน์ภูเขาและทะเลสาบอันตระการตา นอกจากนี้ ยังมีอ่าวไวน์กลาส (Wineglass Bay) ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเฟรย์ซิเนต์ (Freycinet National Park) ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวรูปครึ่งวงพระจันทร์และน้ำทะเลสีฟ้าใส

คนที่ชื่นชอบในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ ไม่ควรพลาด ‘โฮบาร์ต’ (Hobart) เมืองหลวงของรัฐแทสเมเนียที่ผสมผสานกลิ่นอายของเมืองเก่าเข้ากับความทันสมัยได้อย่างมีเอกลักษณ์ เที่ยวชมคุกพอร์ตอาร์เธอร์ (Port Arthur Historic Site) อดีตอาณานิคมคุกที่เป็นมรดกโลกของยูเนสโก นอกจากนี้ แทสเมเนียยังขึ้นชื่อเรื่องอาหาร เช่น หอยนางรม ปลาแซลมอน ผลไม้ และไวน์คุณภาพดี ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อสัมผัสธรรมชาติ ผจญภัย หรือชิมอาหาร แทสเมเนียก็มีเสน่ห์ที่น่าค้นหาในทุกมิติ

13. เกาะแคงการู (Kangaroo Island, South Australia)

A kangaroo stands on the white sandy beach and blue sea of Kangaroo Island, Australia

สวรรค์ของคนรักสัตว์และผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ เกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์พื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์ และได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของสัตว์ป่า” ที่คุณจะได้เห็นจิงโจ้สายพันธุ์เฉพาะของเกาะ โคอาล่าเกาะต้นยูคาลิปตัสอย่างสุขสงบ แมวน้ำและสิงโตทะเลนอนอาบแดดริมชายหาด ชมพระอาทิตย์ตกทะเลที่ Remarkable Rocks ซึ่งเป็นกลุ่มหินแกรนิตขนาดใหญ่ริมทะเลที่สวยงาม ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของพายุฝน คลื่นลม ลาวา และสภาพอากาศต่างๆ จนเกิดเป็นหินรูปทรงแปลกตาอายกว่า 500 ล้านปี เดินป่าที่ Flinders Chase National Park และลิ้มรสอาหารท้องถิ่นอย่าง น้ำผึ้ง Ligurian ไวน์คุณภาพดี และชีสโฮมเมด ทำให้เกาะแคงการูเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในฝันสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

14. ทะเลทรายพินนาเคิลส์ (Pinnacles Desert, Western Australia)

Tourists pitch a tent under a starry sky in the Pinnacles Desert, Australia

ทะเลทรายพินนาเคิลส์ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาตินัมบัง (Nambung National Park) ขึ้นชื่อในเรื่องภูมิประเทศสุดแปลกตา ให้ความรู้สึกราวกับเดินอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น เพราะเต็มไปด้วยก้อนหินรูปทรงประหลาดนับพันแท่งที่โผล่ขึ้นท่ามกลางทะเลทรายสีทอง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากความอัศจรรย์ทางธรรมชาติแล้วทะเลทรายแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกและนั่งมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอย่างน่าประทับใจ ทั้งยังสามารถเดินชมเส้นทางธรรมชาติ ขับรถลุยทะเลทราย หรือเรียนรู้เรื่องราวทางธรณีวิทยาของพื้นที่แห่งนี้จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

15. หุบเขาบารอสซา (Barossa Valley, South Australia)

A couple sips wine amidst the beautiful vineyards of the Barossa Valley, Australia

จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคนรักไวน์และคนที่หลงใหลในวัฒนธรรม หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยไร่องุ่นทอดยาวสุดสายตา โรงบ่มไวน์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เต็มไปด้วยร้านอาหารสุดหรูที่เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นแบบต้นตำรับให้ลิ้มลอง Wine Lovers จะได้ชิมไวน์หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะไวน์แดงสายพันธุ์ชีราซ (Barossa Shiraz) เดินเล่นในหมู่บ้านเล็กๆ สัมผัสสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเยอรมันที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองชนบทแห่งนี้ หรือปั่นจักรยานชมวิวเงียบสงบก็มีความสุขไปอีกแบบ นอกจากนี้ ยังมีตลาดสดที่อบอวลด้วยกลิ่นขนมปังอบใหม่ ผลิตภัณฑ์โฮมเมด และของฝากจากท้องถิ่นอีกมากมาย เรียกได้ว่า Barossa Valley คือแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งสายกิน สายชิล และสายผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง

ออสเตรเลียยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ และมีเสน่ห์อีกมากมายรอให้คุณเดินทางไปค้นพบประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยตัวเอง ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวออสเตรเลียอย่างอุ่นใจ แค่มีประกันเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่พร้อมดูแลคุณอย่างครอบคลุมที่สุด พร้อมทั้งยังนำไปใช้ยื่นขอวีซ่าออสเตรเลียได้อีกด้วย