Boarding Pass คืออะไร? เข้าใจคำศัพท์บนบอร์ดดิ้งพาสภายในไม่กี่นาที
สำหรับนักเดินทางที่ไม่มีเวลาจัดกระเป๋าเดินทาง วันนี้ชับบ์นำ Checklist มาฝากกัน รับรองว่าเดินทางรอบนี้จะหมดปัญหาการหลงลืมข้าวของ อย่างไรก็ตาม แต่ละทริปมีของที่จำเป็นแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นแนะนำให้เลือกนำไปเฉพาะของที่จำเป็น เพราะการแบกของหนักเกินไปจะทำให้การเดินทางไม่สะดวก เมื่อพร้อมแล้วมาเริ่มเช็กกัน
และนอกจากการเตรียมของไปต่างประเทศให้ครบแล้ว อีกสิ่งที่ไม่ควรลืมคือการเตรียมประกันการเดินทางต่างประเทศจากชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่ช่วยดูแลทั้งค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และการชดเชยกรณีสัมภาระสูญหายหรือไฟลต์ดีเลย์ เพื่อความอุ่นใจตลอดทริป
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- บอร์ดดิ้งพาส (Boarding pass) คืออะไร?
- Boarding pass มีกี่ประเภท?
- E-Boarding pass ใช้อย่างไร?
- วิธีเช็กอินและรับ Boarding pass
- Departure Time คืออะไร?
- หลังจากเช็กอินและได้รับ Boarding pass แล้วต้องทำอย่างไร?
- ทำ Boarding pass หายต้องทำอย่างไร?
- เรื่องควรรู้ก่อนเดินทางโดยเครื่องบิน
บอร์ดดิ้งพาส (Boarding Pass) คืออะไร?
บอร์ดดิ้งพาส (Boarding Pass) หรือ “บัตรขึ้นเครื่อง” เป็นเอกสารที่สายการบินออกให้กับผู้โดยสารหลังจากผ่านขั้นตอนการเช็คอิน และอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถเข้าไปยังพื้นที่ภายในของสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินที่ระบุไว้บนบัตรได้ เมื่อคุณได้รับบอร์ดดิ้งพาสจากสายการบินแล้วควรถือไว้คู่กับหนังสือเดินทาง (Passport) เพราะเป็นเอกสารที่มีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการบิน โดยข้อมูลต่าง ๆ ใน Boarding Pass จะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญของคุณ นั่นคือ
- ชื่อ-นามสกุลของผู้โดยสาร: ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ชื่อและนามสกุลตรงกับที่ระบุไว้บนพาสปอร์ต
- หมายเลขเที่ยวบิน (Flight): ใช้สำหรับติดตามข้อมูลเที่ยวบิน เช็คอินออนไลน์ หรือดูข้อมูลการบินบนเว็บไซต์ของสายการบิน
- เดินทางจาก (From) และปลายทาง (To): ประเทศต้นทางและจุดหมายปลายทางที่คุณจะเดินทาง
- ประตูขึ้นเครื่อง (Gate): หมายเลขของประตูที่คุณจะไปรอขึ้นเครื่องบิน
- ที่นั่ง (Seat): ตำแหน่งที่นั่งของคุณบนเครื่องบิน
- เวลาขึ้นเครื่อง (Boarding Time): เวลาที่สายการบินเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
- เวลาออกเดินทาง (Departure Time): แจ้งเวลาที่เครื่องบินออกจากสนามบิน
ตัวอย่าง Boarding Pass
Boarding Pass มีกี่ประเภท?
หลังจากตรวจสอบข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบิน หรือการซื้อตั๋วเครื่องบินออนไลน์ (E-ticket) พนักงานของสายการบินจะทำการเช็คอินกระเป๋าเดินทางและออก Boarding Pass ให้กับผู้โดยสาร ปัจจุบัน Boarding Pass มี 2 ประเภทหลัก นั่นคือ
- Boarding Pass แบบกระดาษ: บัตรขึ้นเครื่องที่พิมพ์ออกมาจากเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบิน
- Boarding Pass แบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Boarding Pass): บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้กระดาษ ที่คุณจะได้รับเมื่อทำการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่นของสายการบินต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณสามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและจุดรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน และขึ้นเครื่องบินได้โดยไม่ต้องใช้ Boarding Pass แบบกระดาษ
E-Boarding Pass ใช้อย่างไร?
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า E-Boarding Pass เป็นบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่คุณจะได้รับเมื่อเช็คอินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่นของสายการบินต่าง ๆ วิธีการใช้งาน E-Boarding Pass ก็ง่ายมาก ๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นของสายการบินลงในสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอริกส์อื่น ๆ แล้วนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้ E-Boarding Pass ในการขึ้นเครื่องบินได้แล้ว
ปัจจุบัน E-Boarding Pass ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายสายการบิน เพราะนอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร เพียงแค่ดาวน์โหลดหรือแสดงบนมือถือก็สามารถเช็คอินได้เช่นกัน แล้วยังช่วยประหยัดเวลาในการเช็คอินผ่านเคาน์เตอร์ ลดการใช้ Boarding Pass แบบกระดาษ และยากต่อการปลอมแปลงเอกสารอีกด้วย
วิธีเช็คอินและรับ Boarding Pass
เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง ปัจจุบัน สายการบินหลายแห่งได้เพิ่มรูปแบบการให้บริการออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น โดยคุณสามารถรับ Boarding Pass ได้ 2 วิธี นั่นคือ
- เช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน: พนักงานสายการบินนั้น ๆ จะทำการออก Boarding Pass ให้กับคุณ หลังจากที่ทำการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง ความถูกต้องของข้อมูลบนพาสปอร์ต และเช็คอินกระเป๋า
- เช็คอินออนไลน์: คุณสามารถพิมพ์ Boarding Pass ออกมาเองก่อนเดินทาง หรือจะแสดง E-Boarding Pass (บอร์ดดิ้งพาสแบบอิเล็กทรอนิกส์) บนหน้าจอมือถือให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือเครื่องอ่านหนังสือเดินทาง (Passport Reader) และจุดรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานได้อีกด้วย
Departure Time คืออะไร?
Departure Time ที่แสดงบนตั๋วเครื่องบิน คือ “เวลาออกเดินทาง” ที่เครื่องบินลำที่คุณเดินทางจะออกจากสนามบินต้นทางสู่ประเทศปลายทาง โดย Departure Time จะแสดงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อความถูกต้องชัดเจนในการสื่อสารระหว่างประเทศ โดยจะยึดเวลาท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ เช่น Departure Time จะออกทางจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวลา 10.00 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) คุณก็ต้องยึดเวลาท้องถิ่นเป็นหลักนั่นเอง
ทั้งนี้ ควรระวังไม่ให้สับสนระหว่าง Boarding time (เวลาขึ้นเครื่อง) กับ Departure Time (เวลาเครื่องออก) เพราะ Boarding time มักจะเริ่มก่อนเวลาเครื่องออกประมาณ 30 ถึง 45 นาที และประตูขึ้นเครื่อง (Gate) มักปิดก่อนเครื่องออกประมาณ 15 ถึง 20 นาที หากมาถึงช้ากว่านั้นอาจตกเครื่องได้ จึงควรไปรอที่หน้า Gate ตาม Boarding time ที่ระบุไว้เสมอ
หลังจากเช็คอินและได้รับ Boarding Pass แล้วต้องทำอย่างไร?
เมื่อคุณทำการเช็คอินและรับ Boarding Pass แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจเช็คสัมภาระและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยนำ Boarding Pass และพาสปอร์ตไปแสดงให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
- ผ่านด่านตรวจสัมภาระ: วางกระเป๋าถือ เสื้อคลุม เข็มขัด เครื่องประดับโลหะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ลงบนสายพานลำเลียงเพื่อผ่านเครื่อง X-ray (บางสนามบินอาจจะต้องถอดรองเท้าเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ด้วย)
- ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง: แสดง Boarding Pass และพาสปอร์ตของคุณต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สำหรับคนที่ใช้เครื่องอ่านหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ให้ทำตามขั้นตอนบนเครื่อง หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สนามบินที่คอยให้บริการอยู่บริเวณนั้น
- ตรวจสอบ Gate: หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและตรวจเช็คสัมภาระแล้วให้มองหาป้ายบอกทางไปยัง Gate ที่แสดงบนหน้าจอข้อมูลภายในสนามบิน
- รอขึ้นเครื่อง: คุณมีเวลาเดินชอปปิง รับประทานอาหาร หรือทำธุระส่วนตัวประมาณ 20-30 นาทีก่อน Boarding Time และควรไปรอที่หน้า Gate จนกว่าจะมีการประกาศจากสายการบินให้ขึ้นเครื่อง
ทำ Boarding Pass หายต้องทำอย่างไร?
สำหรับใครที่เผลอทำ Boarding Pass หายก่อนขึ้นเครื่องบินก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะคุณสามารถขอให้พนักงานที่หน้าประตูทางขึ้นเครื่อง (Gates) ที่คุณจะเดินทางพิมพ์บอร์ดดิ้งพาสใหม่ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทางที่ดีไม่ควรทำ Boarding Pass หายจะดีที่สุดเพื่อป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เพราะข้อมูลบน Boarding Pass มีบาร์โค้ดที่สามารถสแกนเข้าไปดูข้อมูลอื่น ๆ ของเราได้ไม่ต่างอะไรกับ Passport เมื่อได้ Boarding Pass มาแล้วต้องรักษาไว้ให้ดี และไม่ควรนำไปถ่ายรูปโพสต์ลงบนโซเชียล หรือควรอำพรางข้อมูลส่วนตัวและบาร์โค้ดเพื่อป้องกันมิจฉาชีพโจรกรรมข้อมูลนั่นเอง
เรื่องควรรู้ก่อนเดินทางโดยเครื่องบิน
นอกเหนือจาก Boarding Pass และศัพท์เกี่ยวกับสายการบินต่าง ๆ ที่เราแนะนำ แล้วยังมีเรื่องควรรู้ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณตกเครื่องบิน หรือพลาดการเดินทางไปเที่ยวอย่างที่ใจหวัง ได้แก่
- ควรไปถึงสนามบินล่วงหน้า อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องออก
- เผื่อเวลาสำหรับการเช็คอิน ขั้นตอนการตรวจสัมภาระ และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณมีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องครบถ้วน เช่น บอร์ดดิ้งพาส พาสปอร์ต และวีซ่า (ถ้าจำเป็น)
- เปิดโหมดใช้งานบนเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เมื่อขึ้นเครื่องบิน
- ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของลูกเรืออย่างเคร่งครัด
ข้อมูลบน Boarding Pass อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน แนะนำให้คุณตรวจสอบความถูกต้องกับสายการบินอีกครั้ง รวมถึงกฎระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ ในการขึ้นเครื่องบินอาจแตกต่างกันไป (ขึ้นอยู่กับสายการบินและสนามบินแต่ละแห่ง) เพื่อความปลอดภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของสายการบินก่อนออกเดินทาง
ที่สำคัญ เพิ่มความอุ่นใจให้ทุกทริปด้วยการซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ไม่ว่าจะเป็นสายการบินล่าช้า กระเป๋าเดินทางชำรุดหรือสูญหาย เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คุณก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครองและชดเชยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างครบถ้วนทั้งก่อนและหลังเดินทาง มีให้เลือกทั้งประกันการเดินทางต่างประเทศแบบรายเที่ยวหรือรายปีสำหรับนักเดินทางประจำ พร้อมบริการสายด่วนฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน สนใจประกันภัยการเดินทางชับบ์ สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์หรือโทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: IATA - Passenger Standards, AOT - Airports of Thailand
คำถามที่พบบ่อย
Q: E-Boarding pass ใช้แทน บอร์ดดิ้งพาส แบบกระดาษได้ทุกสนามบินไหม?
A: E-Boarding pass ใช้ได้กับสายการบินและสนามบินส่วนใหญ่ที่รองรับระบบเช็กอินออนไลน์ แต่บางสนามบินหรือบางประเทศอาจยังกำหนดให้ใช้บัตรแบบกระดาษ โดยเฉพาะเที่ยวบินต่อเครื่องหรือบางเส้นทางระหว่างประเทศ แนะนำให้ตรวจสอบกับสายการบินก่อนเดินทาง และเพื่อความปลอดภัยควรพิมพ์ boarding pass แบบกระดาษสำรองไว้ด้วย เผื่อกรณีมือถือแบตหมดหรือระบบขัดข้อง
Q: ต้องไปถึงสนามบินก่อนเวลากี่ชั่วโมง?
A: สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ แนะนำให้ไปถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเช็กอิน โหลดกระเป๋า ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และตรวจสัมภาระ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวที่สนามบินมักมีผู้โดยสารหนาแน่น ควรเผื่อเวลาเพิ่มขึ้น
Q: ทำ Boarding pass หายก่อนขึ้นเครื่องต้องทำอย่างไร?
A: หากทำ boarding pass หายก่อนขึ้นเครื่อง สามารถติดต่อขอพิมพ์ใหม่ได้ที่เคาน์เตอร์สายการบินหรือที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) โดยทั่วไปไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ควรเผื่อเวลาไว้ เพราะอาจต้องยืนยันตัวตนด้วยพาสปอร์ตอีกครั้ง ทั้งนี้ควรเก็บรักษาบัตรขึ้นเครื่องไว้ให้ดี และไม่ควรทิ้งไว้ในที่สาธารณะ เพราะบาร์โค้ดบนบัตรมีข้อมูลส่วนตัว
Q: ทำไมไม่ควรถ่ายรูป บอร์ด ดิ้ง พาส ลงโซเชียลมีเดีย?
A: เพราะบาร์โค้ดหรือ QR Code บน boarding pass บรรจุข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขการจอง (PNR) และหมายเลขสมาชิกสะสมไมล์ ซึ่งมิจฉาชีพสามารถสแกนเพื่อเข้าถึงข้อมูลการเดินทาง เปลี่ยนแปลงการจอง หรือนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้ หากต้องการถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ควรปิดบังส่วนบาร์โค้ดและข้อมูลส่วนตัวก่อนโพสต์เสมอ
Q: เช็กอินออนไลน์ได้ล่วงหน้ากี่ชั่วโมงก่อนเครื่องออก?
A: โดยทั่วไปสายการบินส่วนใหญ่เปิดให้เช็กอินออนไลน์ล่วงหน้าประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องออก และปิดระบบประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก ทั้งนี้ระยะเวลาขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสายการบิน การเช็กอินออนไลน์ช่วยให้เลือกที่นั่งได้ล่วงหน้าและประหยัดเวลาที่สนามบิน แต่หากมีกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องก็ยังต้องไปที่เคาน์เตอร์รับกระเป๋า (Bag Drop) อยู่