Skip to Main Content

Transit Flight คืออะไร? แตกต่างจาก Transfer อย่างไร? รู้ไว้ก่อนบิน

ผู้โดยสารกำลังมองเครื่องบินที่สนามบินระหว่างรอ Transit Flight

สำหรับนักเดินทางมือใหม่ที่กำลังวางแผนบินไปต่างประเทศ คำว่า Transfer และ Transit คือเป็นศัพท์ยอดฮิตที่สร้างความสับสนให้กับผู้โดยสารอยู่เสมอ ทั้งสองคำฟังดูคล้ายกัน และต่างก็หมายถึงการแวะพักระหว่างทาง แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการเดินทาง การเตรียมเอกสาร การจัดการกระเป๋าสัมภาระ และเวลาที่ควรเผื่อไว้ที่สนามบิน บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจความหมายของทั้งสองคำ พร้อมเคล็ดลับการเตรียมตัวให้การต่อเครื่องราบรื่นไร้กังวล

 

ยาวไปเลือกอ่านได้นะ

 

Transit คืออะไร? ทำความเข้าใจการแวะพักระหว่างทาง

ป้ายสัญลักษณ์ Transit Flight ที่สนามบินบอกทิศทางผู้โดยสาร

Transit (ทรานซิต) คือ การแวะพักเครื่องบินที่สนามบินระหว่างทางแบบชั่วคราว โดยผู้โดยสารยังคงใช้เที่ยวบินเดิมต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทาง หมายเลขเที่ยวบิน (Flight Number) จะยังเป็นเลขเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผู้โดยสารอาจต้องลงจากเครื่องเพื่อรอสักครู่ในบริเวณพื้นที่ Transit Area ของสนามบิน หรือในบางกรณีก็สามารถนั่งรออยู่บนเครื่องได้เลย การแวะพักลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก ๆ เช่น การเติมน้ำมันเครื่องบิน การเปลี่ยนลูกเรือ การตรวจสอบด้านเทคนิค หรือการรับส่งผู้โดยสารเพิ่มเติมที่สนามบินกลางทาง

ตัวอย่างง่าย ๆ ของ Transit คือ สมมติคุณซื้อตั๋วบินจากกรุงเทพฯ ไปกรุงลอนดอน ด้วยเที่ยวบินหมายเลข XX123 ซึ่งมีกำหนดแวะที่สนามบินโดฮา ประเทศกาตาร์ ราว 1 ชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมัน จากนั้นคุณกลับขึ้นเครื่องลำเดิม เที่ยวบินเดิม ไปยังลอนดอนต่อ ในกรณีนี้เรียกว่า Transit โดยที่คุณไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และกระเป๋าสัมภาระที่โหลดไว้จะถูกส่งต่อไปยังปลายทางโดยอัตโนมัติ

ประเภทของ Transit Flight ที่นักเดินทางควรรู้

เมื่อเข้าใจความหมายของ Transit แล้ว อีกสิ่งที่ควรรู้คือ Transit Flight นั้นไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 แบบตามวัตถุประสงค์การแวะพักและการจัดการผู้โดยสาร ซึ่งแต่ละแบบก็มีขั้นตอนปฏิบัติที่ต่างกัน ดังนี้

Technical Stop แวะเติมน้ำมันและตรวจเครื่อง

Technical Stop คือการแวะพักเพื่อวัตถุประสงค์ทางเทคนิคของสายการบิน เช่น การเติมน้ำมัน การตรวจสภาพเครื่องบิน หรือการเปลี่ยนลูกเรือ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ต้องลงจากเครื่อง เวลาพักมักสั้นประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

In-Transit Passenger แวะพักในพื้นที่ Transit Area

In-Transit Passenger คือการแวะพักที่ผู้โดยสารต้องลงจากเครื่องชั่วคราว เพื่อเข้าพื้นที่ Transit Area ของสนามบิน โดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รอประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วกลับขึ้นเครื่องลำเดิมหรือลำใหม่ที่ใช้เที่ยวบินเดิมเพื่อบินต่อ

Transfer คืออะไร? แตกต่างจาก Transit Flight อย่างไร

ป้ายบอกทาง Transfer ภายในสนามบินสำหรับผู้โดยสารที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง

Transfer (ทรานส์เฟอร์) คือ การเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างการเดินทาง ซึ่งผู้โดยสารต้องลงจากเครื่องลำแรก แล้วไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งเป็นเที่ยวบินใหม่เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง Transfer อาจเป็นการเปลี่ยนเครื่องในสายการบินเดิม หรือเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกตั๋วและเส้นทางที่จอง ข้อสังเกตสำคัญคือ หมายเลขเที่ยวบินจะเปลี่ยน และบางครั้งผู้โดยสารอาจต้องเปลี่ยนเทอร์มินัลหรือแม้แต่เปลี่ยนสนามบินด้วย

ตัวอย่างเช่น หากคุณบินจากกรุงเทพฯ ไปนิวยอร์ก โดยใช้เที่ยวบิน XX456 จากกรุงเทพฯ ไปโตเกียว แล้วต่อเที่ยวบิน XX789 จากโตเกียวไปนิวยอร์ก นี่คือลักษณะของ Transfer ซึ่งคุณต้องลงจากเครื่องลำแรก เดินตามป้าย Transfer หรือ Connecting Flight เพื่อไปยังเกต (Gate) ของเที่ยวบินถัดไป

สรุปความแตกต่างระหว่าง Transit และ Transfer

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ความแตกต่างหลักของทั้งสองคำสามารถสรุปได้ดังนี้

เปรียบเทียบ

Transit Flight

Transfer Flight

การเปลี่ยนเครื่องบิน

ไม่เปลี่ยน (หรือเปลี่ยนแต่ใช้เที่ยวบินเดิม)

ต้องเปลี่ยนเครื่องอีกลำ

หมายเลขเที่ยวบิน

ใช้หมายเลขเดิมตลอดเส้นทาง

เปลี่ยนเป็นหมายเลขใหม่

สายการบิน

ใช้สายการบินเดิม

อาจเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้

การผ่าน ตม.

ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าน

อาจต้องผ่าน ขึ้นอยู่กับประเทศ

ระยะเวลาพัก

สั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง

2 ชั่วโมงขึ้นไป

การจัดการกระเป๋า

ส่งต่อไปปลายทางอัตโนมัติ

ขึ้นอยู่กับการออกตั๋ว อาจต้องรับและโหลดใหม่

 

เทคนิคการต่อเครื่องให้ราบรื่นไร้กังวล

เช็กตารางเที่ยวบินบนหน้าจอสนามบินก่อนต่อเครื่อง Transfer หรือ Transit Flight

เพื่อให้การเดินทางแบบ Transit หรือ Transfer เป็นไปอย่างราบรื่น ควรเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าดังนี้

  • อันดับแรกคือการตรวจสอบตารางเวลาอย่างละเอียด เช็กเวลาเครื่องขาเข้าและขาออกของแต่ละเที่ยวบิน เผื่อระยะเวลาต่อเครื่องอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และ 1 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาดีเลย์จากสนามบินต้นทาง
  • ถัดมาคือการศึกษาขั้นตอนการต่อเครื่องของสนามบินนั้น ๆ บางสนามบินอาจต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือรับกระเป๋าใหม่ ขณะที่บางแห่งมีทางเดินเชื่อมระหว่างเทอร์มินัลที่สะดวกสบาย และควรสอบถามเรื่อง Check Through กับเจ้าหน้าที่เช็กอิน หากได้รับ Boarding Pass 2 ใบตั้งแต่ต้นทาง แสดงว่ากระเป๋าถูกส่งต่อไปยังปลายทางแล้ว ไม่ต้องรับกลางทาง 

นอกจากนี้ควรตรวจสอบเรื่องวีซ่าทรานซิตให้ดี บางประเทศต้องขอวีซ่าทรานซิตล่วงหน้า แม้ไม่ได้ออกจากสนามบินก็ตาม เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และบางประเทศในเขตเชงเก้น รวมถึงควรพกสัมภาระสำคัญติดตัว เช่น พาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน ยาประจำตัว ที่ชาร์จโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงก์ และเสื้อคลุมบางสำหรับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง

  • สุดท้ายควรติดตั้งแอปพลิเคชันของสายการบินเพื่อรับการแจ้งเตือนเรื่องเกต การเปลี่ยนแปลงเวลาบิน และสถานะเที่ยวบินแบบเรียลไทม์

ข้อดีของการบินแบบต่อเครื่อง Transit และ Transfer

แม้การบินตรง (Direct Flight) จะสะดวกและรวดเร็วที่สุด แต่การเลือกบินแบบ Transit หรือ Transfer ก็มีข้อดีที่น่าสนใจหลายประการ

ประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน

ตั๋วเครื่องบินแบบต่อเครื่องมักมีราคาถูกกว่าตั๋วบินตรงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเส้นทางระยะไกลข้ามทวีป ซึ่งสามารถประหยัดเงินได้หลายพันบาทต่อเที่ยว เงินส่วนต่างนี้สามารถนำไปใช้กับการท่องเที่ยวในส่วนอื่น ๆ ได้อีก

ลดอาการ Jet Lag

การเดินทางระยะไกลติดต่อกันหลายชั่วโมงอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเกิดอาการ Jet Lag อย่างหนัก การได้แวะพักระหว่างทางช่วยให้ร่างกายได้ยืดเส้นยืดสาย เดินเคลื่อนไหว หายใจสูดอากาศใหม่ และเข้าห้องน้ำได้สะดวก ส่งผลให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างสดชื่นมากขึ้น

ได้สัมผัสเมืองใหม่ระหว่างทาง

หากเลือกเที่ยวบินที่มี Layover นาน 6-24 ชั่วโมง และมีวีซ่าของประเทศนั้น ๆ คุณสามารถออกจากสนามบินไปเที่ยวในเมืองได้ ซึ่งเหมือนได้เที่ยวสองประเทศในทริปเดียว บางสายการบินยังมีโปรแกรม Stopover ฟรี ที่ให้ผู้โดยสารพักค้างคืนในเมืองศูนย์กลาง (Hub) ของสายการบินโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ได้ใช้บริการสนามบินระดับโลก

สนามบิน Hub หลัก ๆ อย่างชางงี (สิงคโปร์) โดฮา (กาตาร์) ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) หรืออินชอน (เกาหลีใต้) มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งร้านอาหาร เลานจ์ สปา สวนภายในอาคาร และห้องอาบน้ำ ทำให้การรอต่อเครื่องกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำ

ข้อควรระวังเมื่อต้องเดินทางแบบ Transit และ Transfer

ใครเดินทางแบบต่อเครื่องเช็กเรื่องกระเป๋าให้ดีก่อนเดินทาง

แม้การต่อเครื่องจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่หลายข้อ เริ่มจากกรณีเที่ยวบินแรกดีเลย์จะกระทบทั้งทริป เพราะหากเที่ยวบินต้นทางล่าช้า อาจทำให้พลาดเที่ยวบินถัดไปและต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มในการจองเที่ยวบินใหม่ นอกจากนี้ทุกครั้งที่มีการขนย้ายกระเป๋าระหว่างเครื่อง โอกาสที่กระเป๋าสัมภาระจะสูญหายหรือส่งผิดที่ก็จะเพิ่มขึ้น

เรื่องการจัดการเมื่อตกเครื่องก็สำคัญ หากเป็นตั๋วเดียวกันสายการบินจะรับผิดชอบหาเที่ยวบินใหม่ให้ แต่หากเป็นคนละตั๋วคนละสายการบินที่ซื้อแยกกัน ผู้โดยสารต้องรับผิดชอบเอง อีกเรื่องที่ต้องระวังคือของเหลวที่ซื้อระหว่างทรานซิต อาจถูกตรวจยึดที่สนามบินต่อมาหากมีปริมาณเกิน 100 มิลลิลิตรต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับกฎของประเทศนั้น ๆ

 

หลังจากทำความเข้าใจเรื่อง Transit Flight และ Transfer Flight รวมถึงเตรียมตัวเรื่องเอกสารเดินทางเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนเดินทางไปต่างประเทศคือการเพิ่มความอุ่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยการซื้อประกันการเดินต่างประเทศทางจากชับบ์ Chubb Travel Insurance ที่จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง หรือจะเป็นการชดเชยไฟล์ตดีเลย์ การพลาดการต่อเที่ยวบิน และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งประกันการเดินทางต่างประเทศรายเที่ยวหรือรายปี เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สนใจประกันภัยการเดินทางชับบ์ สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์หรือ  โทร. 0 2611 4242

**อ้างอิง: KAYAK, Booking.com

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: หากเที่ยวบินแรกดีเลย์จนตกเครื่องต่อ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ?

A: หากจองตั๋วเดียวกันหรืออยู่ภายใต้สายการบินเดียวกันหรือกลุ่มพันธมิตร (Alliance) สายการบินจะรับผิดชอบจัดเที่ยวบินถัดไปให้ใหม่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากซื้อแยกเป็นคนละตั๋วคนละสายการบิน ผู้โดยสารต้องรับผิดชอบเอง ดังนั้นจึงแนะนำให้ซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการพลาดเที่ยวบินต่อเสมอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด

Q: สามารถออกจากสนามบินระหว่าง Transit ได้หรือไม่?

A: โดยทั่วไปหากเป็น Transit Flight ระยะสั้นจะไม่สามารถออกจากสนามบินได้ เพราะไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่หาก Layover นานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป และมีวีซ่าเข้าประเทศนั้น ๆ ก็สามารถออกไปเที่ยวในเมืองได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบกฎของสนามบินและประเทศปลายทางก่อนเสมอ

Q: ต้องเผื่อเวลาต่อเครื่องเท่าไหร่จึงจะปลอดภัย?

A: สำหรับการต่อเครื่องภายในประเทศ แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อย 1-1.5 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศควรเผื่อ 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป โดยเฉพาะหากต้องเปลี่ยนสายการบินหรือเปลี่ยนเทอร์มินัล เพราะต้องเผื่อเวลาผ่าน ตม. รวมถึงการรับและโหลดกระเป๋าใหม่

Q: บางประเทศต้องขอวีซ่าทรานซิตหรือไม่?

A: บางประเทศต้องการวีซ่าทรานซิตแม้ไม่ออกจากสนามบิน เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และบางประเทศในเขตเชงเก้น โดยเฉพาะผู้ถือพาสปอร์ตบางประเทศ ควรตรวจสอบกับสถานทูตหรือเว็บไซต์ทางการของประเทศปลายทางล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเดินทางเสมอ

Q: ถ้าเที่ยวบินมีการเปลี่ยนเครื่อง แต่ยังใช้หมายเลขเที่ยวบินเดิม ยังเรียกว่า Transit ได้ไหม?

A: ได้ หากหมายเลขเที่ยวบิน (Flight Number) ยังเป็นเลขเดิม แม้จะมีการเปลี่ยนเครื่องบินจริงระหว่างทาง ก็ยังถือว่าเป็น Transit เพราะสิ่งที่กำหนดคือหมายเลขเที่ยวบิน ไม่ใช่ตัวเครื่องบิน แต่หากหมายเลขเที่ยวบินเปลี่ยนใหม่จะถือว่าเป็น Transfer ทันที