Skip to Main Content

Layover คืออะไร? ต่อเครื่องครั้งแรกต้องทำยังไงบ้างฉบับมือใหม่

ต่อเครื่องไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้จัก Layover คืออะไร? และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทาง

สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางโดยเครื่องบินระยะไกลเป็นครั้งแรก และพบว่าต้องต่อเครื่องระหว่างทาง อาจเกิดความกังวลในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางในสนามบิน เวลาที่ต้องเผื่อ หรือขั้นตอนการรับกระเป๋า

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ Layover คืออะไร ความแตกต่างจากคำอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Connecting Flight คืออะไร ไปจนถึงขั้นตอนการต่อเครื่องที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง

 

ยาวไปเลือกอ่านได้นะ

 

Layover คืออะไร

Layover คือช่วงเวลาที่ผู้โดยสารต้องลงจากเครื่องบินลำแรก และรอขึ้นเครื่องบินลำถัดไปที่สนามบินระหว่างทาง ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง โดยทั่วไป Layover หมายถึงการแวะพักเปลี่ยนเครื่องที่มีระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง

เหตุผลที่ต้องต่อเครื่องเป็นเพราะหลายเส้นทางไม่มีเที่ยวบินตรง หรือมีเที่ยวบินตรงแต่ราคาสูงกว่า การเลือกต่อเครื่องจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ โดยแลกกับเวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้น

Layover ต่างจาก Transit, Stopover และ Connecting Flight ยังไง?

ทั้งสี่คำนี้มักทำให้เกิดความสับสน จึงขออธิบายให้ชัดเจน:

  • Layover: ช่วงเวลารอเปลี่ยนเครื่อง โดยปกติไม่เกิน 24 ชั่วโมง (เที่ยวบินในประเทศมักนับระยะเวลาสั้นกว่านั้น)
  • Stopover: การแวะพักที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 24 ชั่วโมงขึ้นไป สามารถออกไปท่องเที่ยวในเมืองนั้นได้ บางสายการบินมีโปรแกรม Stopover ที่อนุญาตให้แวะพักได้โดยไม่คิดค่าตั๋วเพิ่ม
  • Transit: การอยู่ในเขตพักผู้โดยสารของสนามบินโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • Connecting Flight: เที่ยวบินลำถัดไปที่ผู้โดยสารกำลังรอขึ้น

กล่าวโดยสรุป Layover หมายถึงช่วงเวลา ส่วน Connecting Flight หมายถึงตัวเที่ยวบิน จึงเป็นคนละบทบาทกัน

Connecting flight คือเที่ยวบินลำถัดไปที่เราต้องขึ้นต่อ เช็กข้อมูลให้ดีก่อนเดินทาง

ขั้นตอนการต่อเครื่องสำหรับผู้เดินทางครั้งแรก 

ขั้นตอนการต่อเครื่องไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือก่อนออกเดินทาง และเมื่อเครื่องลงจอด

ก่อนออกเดินทาง: สิ่งที่ต้องตรวจสอบ

ขณะเช็กอินที่สนามบินต้นทาง มีหลายเรื่องที่ควรสอบถามให้ชัดเจน

  1. สอบถามเจ้าหน้าที่ว่ากระเป๋าที่โหลดจะผ่านตลอดถึงปลายทาง (Check Through) หรือไม่ หากผ่านตลอด ไม่จำเป็นต้องรับกระเป๋าระหว่างทาง สังเกตได้จากการได้รับบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding Pass) 2 ใบตั้งแต่ต้นทาง แต่หากได้รับเพียงใบเดียว จะต้องไปรับกระเป๋าและเช็กอินใหม่
  2. จดจำหมายเลขประตูขึ้นเครื่อง (Gate) และอาคาร (Terminal) ของเที่ยวบินต่อให้แม่นยำ
  3. ตรวจสอบว่าประเทศที่แวะต้องขอวีซ่าหรือไม่ เนื่องจากบางประเทศกำหนดให้ต้องมีวีซ่าแม้เป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่องโดยไม่ได้เข้าเมือง

เมื่อเครื่องลงจอด: ขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ

เมื่อลงจากเครื่อง สิ่งแรกที่ต้องมองหาคือป้าย Transfer, Transit หรือ Connecting Flights แล้วเดินตามป้ายไป ไม่ควรเดินตามผู้โดยสารที่มุ่งไปทางออก (ป้าย Arrival หรือ Exit) เพราะนั่นคือทางสำหรับผู้ที่จะเข้าเมือง

ระหว่างทางอาจต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัยอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากกระเป๋าผ่านตลอดและไม่ได้ออกนอกเขตทรานสิต โดยทั่วไปไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม หากกระเป๋าไม่ผ่านตลอด ต้องเปลี่ยนอาคาร หรือกฎของประเทศนั้นกำหนด (เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรที่สนามบินแรกที่เดินทางถึงเสมอ แม้เป็นเพียงการต่อเครื่อง) จะต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า และเช็กอินใหม่

สุดท้าย ตรวจสอบจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน (FIDS) เพื่อยืนยันว่าเที่ยวบินออกจากประตูใด แล้วเดินไปรอที่ประตูนั้นก่อนเวลาขึ้นเครื่อง หากไม่แน่ใจสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่สนามบินได้

ป้ายบอกทาง Transfer ภายในสนามบินสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง

ควรเผื่อเวลาต่อเครื่องนานแค่ไหน?

คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้เดินทางมือใหม่คือควรเผื่อเวลาต่อเครื่องเท่าใดจึงเหมาะสม หลักการโดยทั่วไปมีดังนี้

  • เที่ยวบินในประเทศ: ควรเผื่อเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • เที่ยวบินระหว่างประเทศ: ควรเผื่อเวลา 1.5-3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเดินระยะทางไกลกว่าและอาจต้องผ่านด่านตรวจหลายจุด
  • กรณีซื้อตั๋วแยกคนละสายการบิน หรือต้องรับกระเป๋าออกมาเช็กอินใหม่: แนะนำเผื่อเวลา 3 ชั่วโมงขึ้นไป โดยเฉพาะสนามบินขนาดใหญ่ที่ต้องใช้รถไฟภายในสนามบินเพื่อข้ามอาคาร

ทั้งนี้ แต่ละสนามบินมีเวลาขั้นต่ำที่เรียกว่า Minimum Connection Time (MCT) กำกับไว้ หากจองตั๋วเป็นใบเดียว ระบบของสายการบินจะคำนวณให้แล้วว่าเวลาเพียงพอสำหรับการต่อเครื่อง

กระเป๋าสัมภาระ ต้องรับออกมาหรือผ่านตลอด?

เรื่องกระเป๋าสัมภาระเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน หลักการโดยทั่วไปมีดังนี้

  • หากจองตั๋วทั้งเส้นทางเป็นใบเดียวกับสายการบินเดียวกัน (หรือสายการบินที่เป็นพันธมิตรกัน): กระเป๋ามักผ่านตลอดถึงปลายทาง ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะถึงจุดหมาย
  • หากซื้อตั๋วแยกคนละสายการบินหรือคนละใบ: ส่วนใหญ่ต้องรับกระเป๋าที่สายพานระหว่างทาง แล้วนำไปเช็กอินใหม่กับสายการบินถัดไปด้วยตนเอง (เรียกว่า Self-Transfer)

วิธีตรวจสอบที่แน่ชัดคือสอบถามเจ้าหน้าที่ขณะโหลดกระเป๋า หรือดูที่ป้ายติดกระเป๋าว่าปลายทางที่ระบุคือเมืองสุดท้ายหรือเพียงเมืองที่แวะ

ใครเดินทางแบบต่อเครื่องเช็กเรื่องกระเป๋าให้ดีก่อนเดินทาง

กรณีต่อเครื่องไม่ทัน ควรดำเนินการอย่างไร?

กรณีที่เครื่องบินลำแรกล่าช้าจนไม่สามารถต่อเครื่องได้ทัน ผลลัพธ์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของตั๋ว:

  • ตั๋วใบเดียว (Single Ticket): สายการบินมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาเที่ยวบินถัดไปให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถติดต่อเคาน์เตอร์ Transfer ของสายการบินได้ทันที
  • ตั๋วแยกที่จองคนละใบ: ผู้โดยสารต้องรับผิดชอบเอง สายการบินลำที่สองจะถือว่าผู้โดยสารไม่มาขึ้นเครื่อง (No-Show) ตั๋วอาจถูกยกเลิกและต้องซื้อใหม่ กรณีนี้ประกันการเดินทางจะช่วยบรรเทาความเสียหายได้

ดังนั้นจะต่อเครื่องไปไหนก็อุ่นใจกว่าถ้ามีตัวช่วย ก่อนเดินทางควรเพิ่มความสบายใจด้วยการซื้อประกันการเดินทาง Chubb Travel Insurance  ที่จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง รวมถึงการชดเชยกรณีไฟลต์ดีเลย์หรือต่อเครื่องไม่ทัน (missed connection) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยเวลาต้องเปลี่ยนเครื่องหลายต่อ และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีให้เลือกทั้งประกันการเดินทางต่างประเทศรายเที่ยว หรือรายปี เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สนใจประกันภัยการเดินทางชับบ์ สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์ หรือโทร. 0 2611 4242

อ้างอิง: AirAdvisor International Inc, International Air Transport Association (IATA)

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ต่อเครื่องต้องขอวีซ่าทรานสิตไหม?

A: ขึ้นอยู่กับประเทศที่แวะและสัญชาติของผู้เดินทาง บางประเทศอนุญาตให้ผ่านเขตทรานสิตได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าหากไม่ออกนอกสนามบิน แต่บางประเทศกำหนดให้ต้องมีวีซ่าทรานสิตแม้เป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนอาคารหรือรับกระเป๋าออกมา แนะนำให้ตรวจสอบกับสายการบินหรือสถานทูตของประเทศนั้นก่อนเดินทางทุกครั้ง

Q: ช่วง Layover ออกไปเที่ยวนอกสนามบินได้ไหม?

A: สามารถทำได้หากมีเวลาเพียงพอและไม่ติดข้อกำหนดเรื่องวีซ่า อย่างไรก็ตาม ต้องเผื่อเวลากลับมาเช็กอินและผ่านด่านตรวจใหม่ให้ทัน หาก Layover สั้นกว่า 4-5 ชั่วโมง ไม่แนะนำให้ออกไปนอกสนามบิน เนื่องจากเวลาอาจไม่เพียงพอและเสี่ยงต่อการตกเครื่อง

Q: Layover กับการดีเลย์ (Delay) ต่างกันยังไง?

A: เป็นคนละเรื่องกัน Layover คือช่วงพักต่อเครื่องที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนซื้อตั๋ว ส่วน Delay คือความล่าช้าที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ เช่น เครื่องออกช้ากว่ากำหนด การ Delay ของเที่ยวบินแรกอาจทำให้ระยะเวลา Layover หดสั้นลงจนไม่สามารถต่อเครื่องได้ทัน

Q: ต่อเครื่องข้ามคืนต้องนอนในสนามบินไหม?

A: ไม่จำเป็น หาก Layover ข้ามคืนและมีวีซ่าเข้าประเทศได้ สามารถออกไปพักโรงแรมใกล้สนามบินได้ บางสนามบินมีโรงแรมแคปซูลหรือเลานจ์สำหรับพักภายในอาคาร นอกจากนี้ หากการต่อเครื่องยาวนานเนื่องจากตารางบินของสายการบิน บางสายอาจจัดที่พักให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แนะนำให้สอบถามกับสายการบินล่วงหน้า

Q: ต่อเครื่องทั้งที ควรเลือก Layover สั้นหรือยาวดี?

A: ขึ้นอยู่กับความถนัดและระดับความมั่นใจของผู้เดินทาง Layover สั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมงมีข้อดีคือถึงปลายทางเร็วกว่า แต่มีความเสี่ยงที่จะตกเครื่องหากเที่ยวบินแรกล่าช้า ส่วน Layover ยาว 4 ชั่วโมงขึ้นไปอาจต้องรอนานกว่า แต่มีเวลาเผื่อสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สำหรับผู้เดินทางมือใหม่แนะนำให้เลือก Layover ที่ยาวกว่าเพื่อความอุ่นใจ