15 ประเทศน่าเที่ยวยุโรป ประเทศไหนดี ขอวีซ่าเชงเก้นอย่างเดียวก็เที่ยวได้
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ยุโรปเป็นทริปในฝันของคนทั่วโลก เพราะเป็นดินแดนที่รุ่มรวยด้วยอารยธรรมเก่าแก่ของโลก ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงบ้านเกิดของศิลปินชื่อดังระดับโลก หลายเมืองยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเมืองเทพนิยายและเมืองเวทมนตร์ที่หลายคนประทับใจ ชับบ์คัดเลือก 15 ประเทศน่าเที่ยวยุโรป ประเทศไหนดี แค่มีวีซ่าเชงเก้นอย่างเดียวก็เที่ยวได้ ข้อดีคือวีซ่าเชงเก้นเพียงใบเดียวยังใช้เดินทางข้ามพรมแดนในกลุ่มเชงเก้นได้หลายประเทศอย่างอิสระ จึงวางแผนทริปได้ง่ายและคุ้มค่ายิ่งขึ้น สำคัญสุดจะเที่ยวยุโรปให้มีความสุขต้องมีประกันเดินทางต่างประเทศของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ติดตัวไว้ เพื่อความอุ่นใจในทุกเส้นทาง
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- เดนมาร์ก (Denmark)
- สวีเดน (Sweden)
- ฟินแลนด์ (Finland)
- นอร์เวย์ (Norway)
- ออสเตรีย (Austria)
- เยอรมนี (Germany)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
- อิตาลี (Italy)
- โครเอเชีย (Croatia)
- ตุรเคีย (Turkey)
- เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
- สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic)
- ฝรั่งเศส (France)
- สเปน (Spain)
- กรีซ (Greece)
เดนมาร์ก (Denmark)
ประเทศที่มีเสน่ห์แห่งหนึ่งในยุโรปเหนือและ “กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย” (Scandinavia) เดนมาร์กขึ้นชื่อเรื่องอาคารหลากสีสันริมแม่น้ำและอาหารที่มีเสน่ห์ ส่วนเมืองยอดนิยมต้อง “โคเปนเฮเกน” (Copenhagen) เมืองหลวงของเดนมาร์กที่มีพระราชวังอันงดงามถึง 3 แห่ง ได้แก่ “พระราชวังอมาเลียนบอร์ก” (Amalienborg Palace) หรือพระราชวังฤดูหนาวริมน้ำ “พระราชวังโรเซนเบิร์ก” (Rosenborg Palace) หรือพระราชวังฤดูร้อนที่เก็บรักษาสมบัติล้ำค่าของชาติไว้ครบ และ “พระราชวังคริสเตียนบอร์ก” (Christiansburg Palace) พระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเดนมาร์ก แล้วยังมี “โบสถ์เฟรเดอริก” (Frederik’s Church) โบสถ์หินอ่อนสไตล์โรโกโกที่ใหญ่ที่สุดในแถบสแกนดิเนเวีย ย้อนวัยในสวนสนุกเก่าแก่อันดับ 2 ของโลกอย่าง “ทิโวลี การ์เดนท์” (Tivoli Gardens) ถ่ายภาพกับรูปปั้นเงือกน้อย (Little Mermaid) อันโด่งดัง แล้วไปตามหาของอร่อยริมแม่น้ำนูฮาวน์ (Nyhavn) บริเวณท่าเรือเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ที่เนืองแน่นไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่เก๋ ๆ นอกจากนี้เดนมาร์กยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความสุขที่สุดในโลกอยู่เสมอ เหมาะกับการเดินเล่นชิล ๆ ซึมซับวิถี "ฮุกกะ" (Hygge) ที่เน้นความอบอุ่นและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
สวีเดน (Sweden)
อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมของการไปเที่ยวยุโรปเหนือ สวีเดนเป็นประเทศที่มีชีวิตชีวา สุขสงบ และสถาปัตยกรรมน่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม” (Drottningholm Palace) ปราสาทที่สวยงามแห่งศตวรรษที่ 16 ถึงขนาด UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก ย่านเมืองเก่า “กัมลาสแตน” (Gamla Stan) ที่ยังคงอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนในศตวรรษที่ 17 ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ชมสมบัติล้ำค่ามากมายภายใน “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” (Swedish Museum of National Antiques) ที่เลื่องชื่อด้วย “ห้องสีทอง” (Guldrummet) สวยงามออร่าพุ่งเพราะแสดงเฉพาะเครื่องเรือนที่ทำจากทองคำและเงินเท่านั้น แล้วดื่มด่ำกับวัฒนธรรมป็อปที่ “พิพิธภัณฑ์ ABBA” (ABBA The Museum) ที่ที่คุณจะได้ซึมซับวัฒนธรรมดนตรีและเรื่องราวของศิลปินชื่อดังของโลก รวมถึงของสะสมหาชมยากของศิลปิน อย่างรางวัลแผ่นเสียงทองคำ และเสื้อผ้าหลากสีที่พวกเขาใส่ขึ้นคอนเสิร์ตอีกด้วย กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) เมืองหลวงยังตั้งอยู่บนเกาะ 14 เกาะที่เชื่อมถึงกันด้วยสะพานหลายสิบแห่ง อีกพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ควรพลาดคือ "พิพิธภัณฑ์เรือวาซา" (Vasa Museum) ที่จัดแสดงเรือรบไม้จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งกู้ขึ้นมาจากท้องทะเลได้เกือบสมบูรณ์ทั้งลำ
ฟินแลนด์ (Finland)
ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีเมืองหลวงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือคือ “เฮลซิงกิ” (Helsinki) เมืองที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเก่าแก่ ที่คุณจะสัมผัสได้จากการเดินเล่นใน “จัตุรัสซีเนท” (Senate) และมหาวิหารเก่าแก่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยว “เกาะซัวเมนลินนา” (Suomenlinna) ชมป้อมปราการกลางทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมรดกโลกของ UNESCO ชื่นชมความสวยของโบสถ์แห่งความรัก “เทมเปลิโอคิโอ” (Temppeliaukio) โบสถ์ที่สร้างขึ้นในวันวาเลนไทน์ปี 1968 ฟินแลนด์เป็นดินแดนแห่งแสงเหนือที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลายคนจึงไม่พลาดการนอนชมแสงเหนือที่เมือง “แลปแลนด์” (Lapland) และย้อนวัยไปกับโลกแห่งจินตนาการที่ “หมู่บ้านซานตาครอส” (Santa Crous Village) ตามหาลุงแซนต้าและสนุกกับของเล่นมากมาย ท้าทายลมหนาวใน “เคมิ” (Kemi) เมืองที่สถาปัตยกรรมหลายอย่างสร้างจากน้ำแข็ง ไม่ว่าจะเป็นปราสาท โบสถ์ ร้านอาหาร คาเฟ่ และสัมผัสประสบการณ์ล่องเรือตัดน้ำแข็งในทะเลบอลติกที่หนาวเย็น เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมแล้วออกตามล่าแสงเหนือและลุยกิจกรรมสนุก ๆ ของฟินแลนด์ได้เลย ช่วงเวลาที่เหมาะกับการล่าแสงเหนือมากที่สุดคือราวเดือนกันยายนถึงมีนาคม ซึ่งท้องฟ้ามืดยาวนานและมีโอกาสเห็นออโรราชัดเจน
นอร์เวย์ (Norway)
ประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามบริสุทธิ์ของธรรมชาติ นอร์เวย์มีภูเขาสูงและฟยอร์ดที่งดงามราวภาพศิลป์ คุณสามารถนั่งเรือชมทิวทัศน์ของฟยอร์ด น้ำตกที่หนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็ง และแนวชายฝั่งที่แสนบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หนึ่งในฟยอร์ดที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ “ซองน์ฟยอร์ด” (Sognefjord) เจ้าของฉายา “King of Fjord” ฟยอร์ดที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์และมีความยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เมืองต่าง ๆ ยังถือเป็นไฮไลต์ของประเทศนอร์เวย์ เช่น ออสโล (Oslo) เมืองหลวงที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ เบอร์เกน (Bergen) เมืองมรดกโลกท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ ทรอนด์ไฮม (Trondheim) สวรรค์ของคนรักประวัติศาสตร์และเมืองที่สวยงามราวกับสวรรค์ นอร์เวย์จึงเป็นประเทศที่ผสมผสานวัฒนธรรมเก่าแก่เข้ากับความร่วมสมัยของเมืองได้อย่างลงตัว แล้วยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของไวกิ้ง (Viking) ซึ่งไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใดในนอร์เวย์ คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่จะพาคุณย้อนกลับไปในยุคสมัยของไวกิ้ง จุดชมวิวยอดฮิตของสายเดินป่าคือ "พรีเกสโตเลน" (Preikestolen) หรือผาหินรูปแท่นเทศน์เหนือฟยอร์ด ส่วน "เกอแรงเงอร์ฟยอร์ด" (Geirangerfjord) ก็เป็นฟยอร์ดมรดกโลกที่สวยติดอันดับโลก และเมืองทรอมเซอ (Tromsø) ทางตอนเหนือยังเป็นจุดล่าแสงเหนือชั้นดีอีกด้วย
ออสเตรีย (Austria)
สำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรม ต้องไม่พลาดการไปเที่ยวออสเตรีย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใฝ่ฝันที่อยากจะไปเยือน “กรุงเวียนนา” (Vienna) เมืองหลวงที่สวยงามและอบอวลด้วยสถานที่สำคัญมากมาย เช่น พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Place) พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) และมหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St.Stephen’s Cathedral) ส่วน เมืองท่องเที่ยวในฝันของคนรักธรรมชาติคือ “ ซาลซ์บูร์ก” (Salzburg) สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music (ปี 1965) เมืองที่มีความสวยงามของ เทือกเขาแอลป์ (Alps) เป็นฉากหลัง ทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ โมซาร์ท (Mozart) คีตกวีเอกของโลก ส่วนเมืองเล็ก ๆ ในชนบทที่เงียบสงบและสวยงามราวภาพฝันคือ “ เซล อัม ซี” (Zell am See) ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ริมทะเลสาบเซลล์ (Lake Zell) และอีกหนึ่งเมืองสวยที่คนทั่วโลกอยากมาเยือนสักครั้งในชีวิตอย่าง “ฮัลล์สัตทท์” (Hallstatt) เมืองชนบทริม ทะเลสาบ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO โดยจุดเช็กอินยอดนิยมอยู่ที่ โบสถ์ Evangelische Pfarrkirche Hallstatt และบ้านเมืองริมทะเลสาบที่สวยสุดของออสเตรีย กรุงเวียนนายังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งดนตรีคลาสสิกและวัฒนธรรมร้านกาแฟ (Viennese Coffee House) ส่วนฮัลล์สตัทท์ในช่วงไฮซีซันจะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก แนะนำให้ไปช่วงเช้าตรู่เพื่อเก็บภาพสวย ๆ ในบรรยากาศสงบ
เยอรมนี (Germany)
ใครที่อยากเที่ยวยุโรปเชิงประวัติศาสตร์ต้องไม่พลาดเยอรมนี ประเทศที่อิฐทุกก้อนและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ล้วนเก็บซ่อนความลับมากมาย ความสวยงามของปราสาทเก่าแก่และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ของเยอรมันเป็นแรงบันดาลใจให้กับเทพนิยายและหนังแนวพีเรียตหลายเรื่อง อาทิ “ปราสาทนอยชวานชไตน์” ( Neuschwanstein Castle) ปราสาทเก่าแก่แห่งศตวรรษที่ 19 ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ “โรเธนเบิร์ก ออบ เดียร์ เทาเบอร์” (Rothenburg ob der Tauber) หรือ “โรเธนเบิร์ก” เมืองโบราณที่สวยงามจากยุคกลางแห่งแคว้นบาวาเรีย (Bavaria) ที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมกอทิกและเรเนซองส์ไว้อย่างสมบูรณ์ “พระราชวังเรสซิเดนซ์ มิวนิค” (Residenz Munchen) พระราชวังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี รวมถึงเป็นที่ประทับทรงงานของกษัติรย์แห่งแคว้าบาเยิร์นมากว่า 500 ปี มาถึงเยอรมนีแล้วต้องไม่พลาดลิ้มลองไส้กรอกและเบียร์พื้นเมืองที่มีให้เลือกมากมาย ขอแค่คุณเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับอาหารอร่อย ๆ และดื่มเบียร์ให้เก่งเป็นพอ นอกจากปราสาทในแคว้นบาวาเรีย กรุงเบอร์ลิน (Berlin) เมืองหลวงก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ทั้งประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg Gate) และร่องรอยกำแพงเบอร์ลิน ส่วนใครที่ชอบบรรยากาศเทศกาล เดือนกันยายนถึงตุลาคมยังมีงาน "ออคโทเบอร์เฟสต์" (Oktoberfest) เทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองมิวนิก
สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
ดินแดนในฝันของคนรักธรรมชาติที่สวยงามราวกับสรวงสวรรค์ ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ต้องไม่พลาดการนั่งรถไฟ Bernina Express ผ่านเทือกเขาแอลป์ ช่วงเวลาที่คุณจะได้สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติที่น่าจดจำ ทั้งยอดเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะ ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบที่ใสบริสุทธิ์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง “ยอดเขาจุงเฟรา” (Jungfrau) ที่ได้รับการขนานนามว่า “Top of Europe” และสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป “สะพานไม้ชาเปล” (Chapel Bridge) สะพานไม้ดีไซน์สวยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “หอระฆังซิทกล็อด” (Zytglogge Clock Tower) หรือ “หอนาฬิกาดาราศาสตร์” หอนาฬิกาใหญ่แห่งกรุงเบิร์นที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1530 ทุกชั่วโมงจะมีเสียงระฆังกังวานใสและตุ๊กตาไม้น่ารัก ๆ ผลัดกันอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวชื่นชม รวมถึง “มหาวิหารแห่งโลซานน์” (Cathédrale Notre-Dame de Lausanne) ที่งดงามด้วยกระจกสีและสถาปัตยกรรมแบบกอทิก การเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ของคุณจะไม่สมบูรณ์แบบ หากไม่ได้ดื่มด่ำกับช็อคโกแลตและชีสอันโด่งดังแห่งเมืองลูเซิร์น อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์คือ "ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น" (Matterhorn) ที่เมืองแซร์มัทท์ (Zermatt) และเส้นทางรถไฟ "กลาเซียร์ เอกซ์เพรส" (Glacier Express) ที่พาดผ่านทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ ส่วนเมืองอินเทอร์ลาเคน (Interlaken) ก็เป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยมสำหรับขึ้นยอดเขาจุงเฟรา
อิตาลี (Italy)
มนต์เสน่ห์ของอิตาลีไม่เหมือนที่ใดในโลก ประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งหนึ่งของยุโรปใต้ แทบทุกตารางนิ้วของอิตาลีเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมโรมัน รุ่มรวยด้วยศิลปะ สถาปัตยกรรม อาหารรสเลิศ ไวน์ และความโรแมนติกของมุมเมือง อิตาลีผสมผสานความเก่าแก่ของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของแฟชั่นและศิลปะหลายแขนง ไปถึงอิตาลีแล้วต้องชื่นชมผลงานของ “มีเกลันเจโล” (Michelangelo) ศิลปินชื่อดังแห่งยุคเรเนซองส์ที่ Galleria dell'Accademia เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้ง “โคลอสเซียม” (Colosseum) “มหาวิหารแพนธีออน” (Pantheon) “น้ำพุเทรวี” (Trevi Fountain) “นครรัฐวาติกัน” (Vatican City) ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสตจักรและ “มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์” (St. Peter’s Basilica) มหาวิหารเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 แน่นอนคุณต้องไม่พลาด “เวนิส” (Venice) เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” (The Queen of the Adriatic) หรือ “เมืองแห่งสายน้ำ” (City of Water) จิบไวน์ผ่อนคลายบนเรือกอนโดลา (Gondola) ชมความโรแมนติกของเมืองในฝันสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากกรุงโรมและเวนิส เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ยังเป็นหัวใจของศิลปะยุคเรอเนซองส์ ที่ตั้งของมหาวิหารดูโอโม (Duomo) ส่วนหอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ก็อยู่ไม่ไกล และสายทะเลต้องไม่พลาดชายฝั่งอามาลฟี (Amalfi Coast) ที่สวยติดอันดับโลก
โครเอเชีย (Croatia)
โครเอเชียเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลและเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมาย จุดหมายในฝันของนักเดินทางคือ “หมู่เกาะเอลาฟิตี” (Elaphiti) ที่ที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของทะเลเอเดรียติก (Adriatic Sea) ล่องเรือสำรวจเกาะต่าง ๆ และตื่นตาตื่นใจไปกับน้ำทะเลสีครามใสสะอาด หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต้อง “อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่” (Plitvice Lakes National Park) มรดกโลกแห่งโครเอเชียที่มีน้ำตกขนาดใหญ่ถึง 16 ชั้น ทั้งยังมีสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์และเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครองโดยทางการออสเตรีย-ฮังการี อีกหนึ่งเมืองริมทะเลที่สวยงามไม่แพ้กันคือ “ฮวาร์” (Hvar Town) เมืองเก่าแก่ที่สุดในโครเอเชียที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบกรีกไว้แทบทุกกระเบียดนิ้ว รวมถึง “โรวินจ์” (Rovinj) หนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังของโครเอเชีย ประเทศนี้เลื่องชื่อด้วยเนื้อหมัก น้ำมันมะกอก แยมผิวส้ม ชีส อาหารเมดิเตอร์เรเนียน และไวน์พื้นเมือง นั่นทำให้การไปเที่ยวโครเอเชียคู่ควรกับการจิบไวน์ เพลินกับอาหารทะเลสด แล้วปลดปล่อยจินตนาการไปกับการล่องเรือที่แสนจะผ่อนคลาย ที่พลาดไม่ได้คือ "ดูบรอฟนิก" (Dubrovnik) เมืองเก่ามรดกโลกริมทะเลที่ได้ฉายา "ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก" และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ Game of Thrones รวมถึงเมือง "สปลิต" (Split) ที่มีพระราชวังโบราณดิโอคลีเชียน (Diocletian's Palace) อายุกว่า 1,700 ปี
ตุรเคีย (Turkey)
ใครอยากเที่ยวยุโรปในงบ 30,000++ บาทต้องไม่พลาดตุรกี (ตุรเคีย) ดินแดนสองทวีปที่หลอมรวมอารยธรรมโบราณและประวัติศาสตร์ของยุโรปและเอเชียเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสง่างาม และเป็นประเทศในฝันที่คุณควรไปเที่ยวตุรกีสักครั้งในชีวิต ตุรกีมีสถาปัตยกรรมสวย ๆ ให้ชื่นชมมากมาย เริ่มต้นที่นครอิสตันบูล (Istanbul) เมืองสองทวีปที่มี "สุเหร่าโซเฟีย" (Hagia Sophia) และ "สุเหร่าสีน้ำเงิน" (Blue Mosque) เป็นไฮไลต์ สายถ่ายรูปต้องถ่ายภาพคู่กับบอลลูนที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเป็นฉากหลังสุดโรแมนติกยามพระอาทิตย์ตกดินที่เมือง “แคปพาโดเซีย” (Cappadocia) คนที่ชอบซึมซับประวัติศาสตร์ก็มีให้เลือกทั้งเมืองกรีกโบราณ “เอฟิซุส” (Ephesus) มีความอลังการใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโรมในสมัยโรมัน “ฮิปโปโดรม” (Hippodrome) สนามแข่งม้าที่จุผู้ชมได้มากกว่า 1 แสนคน ในสมัยนครคอนสแตนติโนเบิลเฟื่องฟู ส่วนสายธรรมชาติต้องประทับใจ “น้ำตกเกลือปามุคคาเล่” (Pamukkale) เจ้าของฉายา “ปราสาทปุยฝ้าย” ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในดินแดนเทพนิยาย ปิดท้ายสายช็อปที่ “Grand Bazar” ตลาดเก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 1,500 ปี แหล่งรวมของฝากจากตุรกีไว้ครบในที่เดียว ของฝากที่พลาดไม่ได้คือเซ็ตน้ำชา ขนมพื้นเมือง และพรมสวย ๆ ไว้ประดับบ้าน
หมายเหตุ: ตุรเคียไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศเชงเก้น จึงใช้วีซ่าเชงเก้นเข้าตุรกีไม่ได้ แต่ข่าวดีคือผู้ถือหนังสือเดินทางไทย (เล่มธรรมดา) สามารถเข้าตุรกีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้สูงสุด 30 วัน จึงเที่ยวง่ายและเหมาะนำไปต่อทริปกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปได้สบาย
เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
ที่เที่ยวยุโรปที่ต่อมาคือ เนเธอร์แลนด์ เป็นจุดหมายของคนรักเมืองสวย คลองสายน้ำ และศิลปะ เมืองหลวงอย่าง "อัมสเตอร์ดัม" (Amsterdam) ขึ้นชื่อเรื่องเครือข่ายคลองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เหมาะกับการล่องเรือชมเมืองหรือปั่นจักรยานเลียบคลองในแบบฉบับชาวดัตช์ คนรักงานศิลป์ต้องไม่พลาด "พิพิธภัณฑ์ไรก์ส" (Rijksmuseum) ที่จัดแสดงภาพ The Night Watch ของแร็มบรันต์ และ "พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ" (Van Gogh Museum) รวมถึง "บ้านแอนน์ แฟรงค์" (Anne Frank House) สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ส่วนสายธรรมชาติ หากมาช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ต้องไปชมทุ่งทิวลิปที่สวน "เกอเคนฮอฟ" (Keukenhof) และแวะหมู่บ้านกังหันลม "ซานเซอ สคันส์" (Zaanse Schans) อีกหนึ่งไฮไลต์คือ "ฆีตฮูร์น" (Giethoorn) หมู่บ้านไร้ถนนที่สัญจรด้วยเรือจนได้ฉายา "เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์"
สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic)
สาธารณรัฐเช็ก หรือที่หลายคนเรียกว่า "เช็กเกีย" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยุโรปกลางที่งดงามราวเมืองในเทพนิยาย หัวใจหลักคือ "กรุงปราก" (Prague) เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคซึ่งรอดพ้นจากสงครามมาได้อย่างสมบูรณ์ ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ "ปราสาทปราก" (Prague Castle) ที่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก "สะพานชาร์ลส์" (Charles Bridge) สะพานหินยุคกลางที่ประดับด้วยรูปปั้นนักบุญตลอดสองข้างทาง และจัตุรัสเมืองเก่าที่มี "หอนาฬิกาดาราศาสตร์" (Astronomical Clock) อายุกว่า 600 ปี ทุกชั่วโมงจะมีการแสดงตุ๊กตากลไกให้นักท่องเที่ยวได้ชม นอกกรุงปรากยังมี "เชสกี้ ครุมลอฟ" (Český Krumlov) เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำที่ยังคงกลิ่นอายยุคกลางไว้ครบถ้วน ปิดท้ายด้วยการลิ้มลองเบียร์เช็กต้นตำรับสไตล์พิลส์เนอร์ที่ขึ้นชื่อระดับโลก
ฝรั่งเศส (France)
ฝรั่งเศสเป็นจุดหมายในฝันที่ครบเครื่องทั้งศิลปะ ประวัติศาสตร์ แฟชั่น และอาหาร เริ่มต้นที่ "กรุงปารีส" (Paris) เมืองหลวงที่มีสัญลักษณ์ระดับโลกอย่าง "หอไอเฟล" (Eiffel Tower) "พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์" (Louvre) ที่จัดแสดงภาพโมนาลิซา และถนนช็องเซลีเซ่ที่ทอดยาวสู่ประตูชัย (Arc de Triomphe) จุดที่ห้ามพลาดในเวลานี้คือ "มหาวิหารนอเทรอดาม" (Notre-Dame de Paris) ที่กลับมาเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2024 หลังการบูรณะครั้งใหญ่จากเหตุไฟไหม้ปี 2019 และเปิดส่วนหอระฆังเพิ่มในเดือนกันยายน 2025 ไม่ไกลจากปารีสยังมี "พระราชวังแวร์ซาย" (Palace of Versailles) ที่อลังการด้วยห้องกระจกและสวนสุดยิ่งใหญ่ ส่วนใครที่อยากสัมผัสธรรมชาติและทะเล แนะนำชายฝั่งริเวียราทางตอนใต้ (Nice, Cannes) ทุ่งลาเวนเดอร์แห่งแคว้นพรอว็องส์ และปราสาทกลางน้ำ "มงต์แซ็งมีแชล" (Mont Saint-Michel)
สเปน (Spain)
สเปนเป็นดินแดนแห่งแสงแดด ศิลปะ และชีวิตชีวา จุดหมายยอดนิยมคือ "บาร์เซโลนา" (Barcelona) เมืองที่เต็มไปด้วยผลงานของสถาปนิกอัจฉริยะ อันโตนี เกาดี (Antoni Gaudí) ทั้ง "มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย" (Sagrada Família) สวนกูเอลล์ (Park Güell) และคาซา บัตโย (Casa Batlló) โดยในปี 2026 หอพระเยซูคริสต์ (สูง 172.5 เมตร) ของซากราดา ฟามีเลียสร้างเสร็จ ทำให้กลายเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในโลก แซงหน้ามหาวิหารอุล์มในเยอรมนี (งานตกแต่งบางส่วนยังดำเนินต่อ) ส่วนเมืองหลวง "มาดริด" (Madrid) มีพระราชวังหลวงและพิพิธภัณฑ์ปราโด (Prado) ที่รวมงานศิลป์ชิ้นเอก ขณะที่ทางตอนใต้อย่าง "เซบียา" (Seville) เป็นเมืองแห่งฟลามิงโกและจัตุรัสพลาซา เด เอสปาญา ส่วน "กรานาดา" (Granada) มีพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) สถาปัตยกรรมมัวร์อันงดงาม ปิดท้ายด้วยอาหารทาปาสและบรรยากาศเทศกาลที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี
กรีซ (Greece)
กรีซคือต้นกำเนิดอารยธรรมตะวันตกและหนึ่งในสถานที่เที่ยวยุโรปที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก เริ่มที่ "เอเธนส์" (Athens) เมืองหลวงที่มี "อะโครโพลิส" (Acropolis) และวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยยุคโบราณตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ไฮไลต์ที่ทุกคนใฝ่ฝันคือ "ซานโตรินี" (Santorini) เกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องบ้านสีขาวตัดกับโดมสีฟ้า และพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติกที่หมู่บ้านโออีอา (Oia) ส่วนใครที่ชอบบรรยากาศปาร์ตี้ริมทะเลต้องไปเกาะ "มีโคนอส" (Mykonos) และถ้าชอบความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ ต้องไปชม "เมเทออรา" (Meteora) กลุ่มอารามที่สร้างอยู่บนยอดเสาหินสูง มรดกโลกของ UNESCO ปิดท้ายด้วยอาหารกรีกเมดิเตอร์เรเนียนที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ
ยุโรปยังมีประเทศสวย ๆ ที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมให้เดินทางมากมาย แต่จะเที่ยวให้อุ่นใจและคลายกังวลจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น เช่น กระเป๋าหาย สายการบินดีเลย์ เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง ฯลฯ คุณควรซื้อประกันเดินทางต่างประเทศของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมทริป และที่สำคัญ การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นยังกำหนดให้ผู้เดินทางต้องมีประกันการเดินทางที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลขั้นต่ำ 30,000 ยูโร และครอบคลุมตลอดการเดินทางในกลุ่มเชงเก้น การมีประกันเดินทางจึงเป็นทั้งเอกสารที่จำเป็นต่อการขอวีซ่าและเกราะป้องกันความเสี่ยงในทริปของคุณ โดย Chubb Travel Insurance ดูแลทั้งค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง การชดเชยกรณีเที่ยวบินดีเลย์ และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี เพื่อให้คุณเที่ยวยุโรปได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สอบถามข้อมูลการคุ้มครองประกันภัยได้ที่โทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: European Commission – Migration and Home Affairs (Schengen area)
Your Europe, European Union – Travel documents for non-EU nationals
คำถามที่พบบ่อย
Q: วีซ่าเชงเก้น 1 ใบ เที่ยวได้กี่ประเทศ และครอบคลุมประเทศใดบ้าง?
A: ปัจจุบัน (ปี 2026) กลุ่มประเทศเชงเก้นมีสมาชิกรวม 29 ประเทศ ครอบคลุมชาติยุโรปส่วนใหญ่ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ รวมถึงประเทศนอกสหภาพยุโรปอย่างนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ วีซ่าเชงเก้นประเภทท่องเที่ยว (Type C) เพียงใบเดียวให้คุณเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศเหล่านี้ได้อย่างอิสระ โดยพำนักรวมได้ไม่เกิน 90 วันในทุก ๆ ช่วง 180 วัน อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และตุรเคีย ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้น
Q: ควรไปเที่ยวยุโรปช่วงเดือนไหนดีที่สุด?
A: ขึ้นอยู่กับสไตล์ทริป ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–มิถุนายน) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม) อากาศกำลังสบาย นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และราคาที่พักมักไม่สูงเท่าหน้าร้อน ส่วนฤดูร้อน (กรกฎาคม–สิงหาคม) เหมาะกับการเที่ยวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในอิตาลี กรีซ และโครเอเชีย แต่จะคนเยอะและอากาศร้อน ขณะที่ฤดูหนาว (พฤศจิกายน–มีนาคม) เหมาะกับการล่าแสงเหนือในแถบสแกนดิเนเวีย และเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีและออสเตรีย
Q: ถ้าเที่ยวหลายประเทศในทริปเดียว ต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นกับสถานทูตประเทศใด?
A: ให้ยื่นกับสถานทูตหรือศูนย์รับคำร้องของประเทศที่เป็น "จุดหมายหลัก" ของทริป ซึ่งโดยทั่วไปคือประเทศที่คุณพำนักนานที่สุด หากแต่ละประเทศพำนักเท่ากัน ให้ยื่นกับประเทศที่คุณเดินทางเข้าเป็นแห่งแรก แนะนำให้ยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันทำการ และไม่เกิน 6 เดือนก่อนเดินทาง เพื่อเผื่อเวลาพิจารณา
Q: ต้องทำประกันเดินทางก่อนยื่นขอวีซ่าเชงเก้นหรือไม่?
A: จำเป็นต้องมี การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานประกันการเดินทางที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นต่ำ 30,000 ยูโร และต้องครอบคลุมทุกประเทศในกลุ่มเชงเก้นตลอดระยะเวลาเดินทาง การเลือกประกันเดินทางที่ออกแบบมาสำหรับการยื่นวีซ่าโดยเฉพาะอย่าง Chubb Travel Insurance จะช่วยให้เตรียมเอกสารได้ครบและอุ่นใจตลอดทริป
Q: หนังสือเดินทางต้องมีอายุเหลือกี่เดือนจึงจะเดินทางเข้ายุโรปได้?
A: หนังสือเดินทางต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 3 เดือนนับจากวันที่คุณวางแผนเดินทางออกจากเขตเชงเก้น และต้องเป็นเล่มที่ออกมาไม่เกิน 10 ปี รวมทั้งควรมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า ทั้งนี้สถานทูตหลายแห่งแนะนำให้มีอายุเหลือ 6 เดือนขึ้นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาวีซ่า