10 ที่เที่ยวตุรกี 2026 ไม่ควรพลาด เที่ยวสบายไม่ต้องขอวีซ่า
จากความรุ่งเรืองของ ‘อาณาจักรโรมันตะวันออก’ เดินทางข้ามผ่านเวลามายาวนับพันปี หลอมรวมเป็น ‘ตุรกี’ (ตุรเคีย) ดินแดนทรงเสน่ห์ที่รวมอารยธรรมและประวัติศาสตร์เอเชียเข้ากับเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างลงตัว เดินทางครั้งเดียวเที่ยวได้หลายอารมณ์สมชื่อ ‘เมือง 2 ทวีป’ ตุรกีจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกฝันจะไปเยือนสักครั้งในชีวิต และที่น่าดีใจสำหรับคนไทยคือ การไปเที่ยวตุรกีง่ายขึ้นเยอะ เพราะถือพาสปอร์ตไทยเข้าได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า อยู่ได้สูงสุด 30 วันต่อครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 90 วันภายใน 180 วัน เก็บกระเป๋าออกเดินทางได้เลย รวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวตุรกีมาแรงแห่งปี 2026 เที่ยวสบาย ไม่ต้องขอวีซ่า อย่าลืมเพิ่มความอุ่นใจด้วย ประกันภัยการเดินทางชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่พร้อมดูแลคุณอย่างเต็มที่ ถ้าต้องเจอเรื่องเซอร์ไพรส์นอกแผนท่องเที่ยวที่วางไว้ ส่วนที่เที่ยวตุรกีจะมีสถานที่ใดไม่ควรพลาด...มาอัปเดตกันเลย!
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- อัปเดต! 10 ที่เที่ยวตุรกียอดนิยมประจำปี 2026
- ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปท่องเที่ยวตุรกี
- สิ่งที่ควรรู้ก่อนเดินทางเที่ยวตุรกี
- เตรียมตัวให้พร้อมก่อนบินไปเที่ยวตุรกี
อัปเดต! 10 ที่เที่ยวตุรกียอดนิยมประจำปี 2026
1. Hagia Sophia
ใครไปเที่ยวตุรกีแล้วต้องไปชมความงดงามของ ‘วิหารเซนต์โซเฟีย’ หรือ ‘สุเหร่าเซนต์โซเฟีย’ มหาวิหารหลวงอายุกว่า 1,400 ปี คำว่า ‘ฮาเกียโซเฟีย’ หรือ ‘อายาโซฟยา’ หมายถึง ‘พระปรีชาญาณศักดิ์สิทธิ์’ และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “มัสยิดใหญ่อายาโซฟยาอันศักดิ์สิทธิ์” สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันและไบแซนไทน์ไว้อย่างกลมกล่อม แม้ภายนอกจะดูเรียบง่าย แต่ซ่อนความโอ่อ่าไว้ภายในด้วยหินอ่อน กระเบื้องโมเสกสีทอง รวมถึงของตกแต่งสุดหรูในยุคนั้น ที่ผ่านมาวิหารเซนต์โซเฟียจะได้รับการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ทั้งเคยเป็นโบสถ์ (คริสตจักรฮาเกีย โซเฟีย) มัสยิด พิพิธภัณฑ์ กระทั่งกลับมาเป็นมัสยิดอีกครั้ง วิหารเซนต์โซเฟียก็ยังตั้งตระหง่านคงความสวยงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างยอดเยี่ยม ความเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การใช้ขาตั้งกล้องอาจไม่เหมาะเท่าไหร่ แนะนำให้พกไม้เซลฟีไปเก็บภาพความประทับใจจะเหมาะสมกว่า
2. Ephesus
เมืองกรีกโบราณ ‘เอฟิซุส’ มีความอลังการเป็นอันดับสองรองจากโรมในสมัยโรมัน หินที่ถูกนำมาก่อสร้างล้วนมีขนาดมหึมาและผ่านการใส่รายละเอียดลงไปอย่างประณีต นับเป็นซากเมืองโบราณที่สมบูรณ์และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไปเยือน ประกอบด้วยจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น โบสถ์เอฟิซุส ยิมเนเซียมเวติอุส สนามกีฬา โรงอาบน้ำ หอสมุดเซลซุส ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ก็เที่ยวได้ครอบคลุมแลนด์มาร์กสำคัญเกือบทั่วบริเวณ
3. Topkapi Palace
พระราชวังโทพคาปี เป็นวังหลวงสมัยอาณาจักรออตโตมัน แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ พระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ ส่วนไฮไลต์ที่ไปแล้วต้องได้ชมด้วยตาตนเองมี 2 ชิ้นสำคัญ ชิ้นแรกคือกริชโทพคาปี (Topkapi Dagger) ที่ด้ามประดับมรกตเม็ดใหญ่ 3 เม็ด และอีกชิ้นคือเพชรกาชึกซี (Spoonmaker Diamond) ทรงหยดน้ำขนาด 86 กะรัต ที่ล้อมรอบด้วยเพชรเม็ดเล็กอีก 49 เม็ด นับเป็นหนึ่งในเพชรที่จัดแสดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากจะชื่นชมความเฟื่องฟูของยุคสมัย แล้วด้านหลังของปราสาทยังเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นช่องแคบบอสพอรัส (Bosphorus) บรรจบกับทะเลมาร์มารา (Sea of Marmara) ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามาจึงเป็นคำตอบได้ว่า มีโอกาสเที่ยวตุรกีทั้งทียังไงก็ไม่ควรพลาดพระราชวังโทพคาปี
4. Cappadocia
ดินแดนที่มีบอลลูนเป็นสัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวที่หลายคนใฝ่ฝัน แคปพาโดเซียมีบริการท่องเที่ยวด้วยบอลลูนได้จากแทบทุกโรงแรมในเมือง ข้อควรรู้คือ บอลลูนที่นี่จะขึ้นบินได้ก็ต่อเมื่อได้ไฟเขียว ลมฟ้าอากาศยามเช้าต้องอำนวยเท่านั้น ในทางปฏิบัติแนะนำให้เผื่อเวลาท่องเที่ยวในเมืองสัก 2 วัน เพราะคุณต้องใช้เวลายามเช้า 1 วันไปกับการขึ้นบอลลูน และแบ่งเช้าอีกวันให้กับการถ่ายรูปบอลลูนบนท้องฟ้า โดยแต่ละเดือนจะมีช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นแตกต่างกันพอควร แนะนำให้เช็กทุกครั้งก่อนการเดินทางเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสชมบอลลูน
5. Blue Mosque
มัสยิดสีน้ำเงิน หรือ ‘สุเหร่าสีน้ำเงิน’ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวตุรกีที่ไม่ไปถือว่าพลาด เพราะเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความเป็นโรมันและออตโตมันได้อย่างสวยงามตระการตา แม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน และยังเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาที่เปิดให้ชาวมุสลิมเข้าไปละหมาดในทุกวัน นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนทุกคนจึงต้องแต่งกายอย่างสุภาพ ถ้ามาแล้วไม่ตรงคอนเซ็ปต์ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเขามีผ้าสำหรับคลุมผม และชุดลำลองให้เลือกใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
6. Hippodrome
ในสมัยที่นครคอนสแตนติโนเปิลยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ฮิปโปโดรมเป็นสนามแข่งม้าที่เคยจุผู้ชมได้มากกว่า 1 แสนคน ปัจจุบันฮิปโปโดรมเปลี่ยนเป็น ‘จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต’ (Sultanahmet Square) ล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะ ประติมากรรมหินแกรนิตเก่าแก่อย่าง เสาโอเบลิสก์แห่งธีโอโดเซียส (Obelisk of Theodosius) ใกล้กันยังมีเสางูทำจากสำริดลักษณะคอดเกี่ยวกัน กลายเป็นจุดนัดพบของนักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ ฮิปโปโดรมเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวตุรกีที่ควรไปอย่างยิ่ง
7. Yerebatan Sarnici
แลนด์มาร์กสุดลึกลับในอิสตันบูลต้องยกให้ ‘อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาตัน’ เดิมเป็นโรงเก็บน้ำเพื่อส่งไปยังพระราชวังโทพคาปี (Topkapi Palace) รวมถึงอาคารอื่น ๆ ที่อยู่สูงขึ้นไปบนเนินเขา เพราะจุน้ำได้กว่า 80,000 ลูกบาศก์เมตร อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาตันเต็มไปด้วยเสาต้นใหญ่ขนาดมหึมาเรียงรายเป็นแถวกว่า 300 ต้น ที่โดดเด่นสะดุดตาคือ ‘เสาเมดูซ่า’ ที่วางกลับหัวไว้อย่างน่าพิศวง ปัจจุบันไม่มีน้ำอยู่ภายในและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมความลึกลับได้ทุกวัน
8. Bosporus strait
เดิมทีช่องแคบบอสพอรัส หรือ ‘ช่องแคบอิสตันบูล’ มีไว้สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ริมน้ำสำหรับเดินเรือข้ามฟาก และเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศจากทะเลดำสู่ทะเลมาร์มารา (Sea of Marmara) แบ่งประเทศตุรกีออกเป็นสองฝั่งคือ ยุโรป (รูมิเลีย) และเอเชีย (อนาโตเลีย) การล่องเรือชมบรรยากาศของช่องแคบตุรกีไปจนถึงทะเลอันกว้างใหญ่ในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้า จึงมีค่าเทียบเท่ากับการได้เรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำของเมืองที่มีอารยธรรมสืบทอดมายาวนาน พร้อมดื่มด่ำกับอาหารบนเรือสำราญและชมความมหัศจรรย์ของสองทวีปในคราวเดียว
ทัวร์ล่องเรือมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งทัวร์สั้นแบบ 1.5 ชั่วโมง ราคาเริ่ม 600 บาท เหมาะกับคนรีบ จนถึงทัวร์ครึ่งวันพร้อมอาหารกลางวัน ราว 1,500-2,500 บาท ส่วนใครอยากได้บรรยากาศโรแมนติก Dinner Cruise พร้อมการแสดงระบำหน้าท้องและดนตรีสด ราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท ช่วงเวลาที่บรรยากาศดีที่สุดคือช่วงเย็น 17:00-19:00 น. เพราะได้ทั้งวิวสะพานบอสพอรัสยามพระอาทิตย์ตก และไฟส่องสว่างของพระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahçe Palace) ที่งดงามไม่แพ้ที่ไหนในยุโรป สำหรับคนงบประหยัด ลองนั่งเรือเฟอรี่สาธารณะข้ามฟากจาก Eminönü ไปฝั่งเอเชีย Üsküdar ค่าโดยสารแค่ไม่กี่สิบบาท ก็ได้วิวคล้ายๆ กัน
9. Pamukkale
หนึ่งในสถานที่เที่ยวตุรกียอดนิยมตลอดกาลต้องยกให้ ‘น้ำตกเกลือปามุคคาเล่’ หรือ ‘ปราสาทปุยฝ้าย’ อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติของตุรกีที่สวยสะกดตาเหมือนเดินอยู่ในดินแดนเทพนิยาย บริเวณน้ำตกสีขาวเกิดจากธารน้ำใต้ดินพัดพาเอาแร่หินปูนขึ้นมาเหนือพื้นดิน และจับตัวกันเป็นบ่อสลับลายริ้วลดหลั่นกันไปจนกลายเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิอากาศที่นี่จะเย็นสบาย พร้อมกับน้ำเต็มแอ่งดูงดงามสมฉายาปราสาทปุยฝ้าย แม้เดินทางไปคนเดียวก็สามารถเก็บภาพบรรยากาศสวยงามไว้เป็นที่ระลึกได้อย่างเต็มที่
10. Grand Bazaar
ก่อนกลับต้องไม่พลาดแหล่งช็อปปิงสไตล์เตอร์กิชที่โด่งดังสุด ๆ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในที่เที่ยวตุรกีที่นักท่องเที่ยวต้องมาอย่าง ‘บาร์ซ่า’ ตลาดเก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 1,500 ปี ทุกวันจันทร์ – เสาร์ ที่นี่จะครึกครื้นราวกับกำลังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มีชีวิต อัดแน่นไปด้วยของฝากที่รวบรวมจากทุกสารทิศในตุรกี จากคำบอกเล่าปากต่อปากของนักท่องเที่ยวร่ำลือว่า สินค้าของที่นี่มักตั้งราคาสูงกว่าความจริงราว 50% จึงควรเตรียมต่อรองราคาก่อนตัดสินใจซื้อ โดยสามารถตามหาเครื่องรางเก๋ ๆ ขนมอร่อยแบบเตอร์กิช ดีไลท์ หรือพรมสักผืน แต่ก่อนจะหิ้วของฝากจากตุรกีติดมือกลับบ้าน อย่าลืมเช็กพื้นที่ในกระเป๋าเดินทางว่ายังมีเหลือเฟือพอให้พกของชิ้นใหญ่กลับบ้านได้หรือเปล่า!
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปท่องเที่ยวตุรกี
ตุรกีเป็นประเทศที่เที่ยวได้ทั้งปี แต่ละฤดูมีเสน่ห์ต่างกัน ถ้าจะให้แนะนำสำหรับมือใหม่ที่อยากเที่ยวตุรกีให้ได้บรรยากาศครบทุกอย่าง ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม กับกันยายน-ตุลาคม คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ราว 15-25°C นักท่องเที่ยวน้อยกว่าฤดูร้อน และที่สำคัญคือบอลลูนที่แคปพาโดเซียมีโอกาสขึ้นบินได้แทบทุกวัน ส่วนใครหลงรักหิมะ เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะได้เจอบรรยากาศแคปพาโดเซียในหิมะที่หาดูยาก แต่ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวให้ครบเซต เพราะกลางคืนอุณหภูมิอาจติดลบได้
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเดินทางเที่ยวตุรกี
สกุลเงินที่ใช้คือลีร่าตุรกี (TRY) ค่าเงินผันผวนค่อนข้างสูง ควรแลกเงินส่วนหนึ่งติดตัวไป แล้วค่อยแลกเพิ่มที่ร้านแลกเงินในเมืองใหญ่ๆ จะได้เรตที่ดีกว่าสนามบิน บัตรเครดิตรับได้ตามร้านใหญ่ๆ และโรงแรม แต่ตามตลาดหรือร้านเล็กๆ ควรพกเงินสดติดกระเป๋าไว้ ภาษาที่ใช้คือภาษาตุรกี ตามเมืองท่องเที่ยวอย่างอิสตันบูล อิซเมียร์ แคปพาโดเซีย พูดอังกฤษกันได้พอประมาณ ปลั๊กไฟใช้แบบ Type C และ Type F (สองขากลม) เหมือนยุโรป ใครพกอุปกรณ์จากไทยต้องเตรียมหัวแปลงไปด้วย เรื่องอาหารหายห่วง เพราะตุรกีเป็นสวรรค์ของคนรักของกินทั้งเคบับ พีเด ซิมิต (ขนมปังโรยงา) ไอศกรีมโดนเดอร์มา และเตอร์กิชดีไลท์ ขนมเหนียวหวานที่ต้องลอง
ตุรกียังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกเยอะรอให้คุณสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างอันตัลยา เมืองโบราณทรอย หรือเทือกเขาสกีในเขตอูดูดาก อย่าลืมเพิ่มความอุ่นใจด้วยการซื้อประกันการเดินทางจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรหลายประเทศทั่วโลก พร้อมช่วยเหลือในกรณีเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ทรัพย์สินสูญหาย หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันในต่างแดน ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เงินชดเชยกรณีไฟลต์ดีเลย์ และความคุ้มครองอื่นๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งแบบรายเที่ยวสำหรับทริปสั้นๆ และแบบรายปีสำหรับนักเดินทางตัวยง เพื่อให้คุณเที่ยวตุรกีได้แบบสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สนใจประกันภัยการเดินทาง โทร. 0 2611 4242
อ้างอิง Türkiye Tourism Promotion and Development Agency, UNESCO World Heritage Centre
คำถามที่พบบ่อย
Q: คนไทยไปเที่ยวตุรกีต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
A: สำหรับคนไทยที่ถือพาสปอร์ตธรรมดา (Ordinary Passport) เข้าตุรกีได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า อยู่ได้สูงสุด 30 วันต่อครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 90 วันภายใน 180 วัน เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทาง ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ หลักฐานการจองที่พัก และหลักฐานทางการเงินที่อาจถูกขอตรวจที่ด่าน
Q: เที่ยวตุรกี 1 สัปดาห์ ใช้งบประมาณเท่าไหร่?
A: งบเดินทางต่อคนต่อทริปขึ้นอยู่กับสไตล์การเที่ยว ถ้าเที่ยวเองแบบประหยัด (Backpacker) งบประมาณ 35,000-50,000 บาทรวมตั๋วเครื่องบิน แต่ถ้าเที่ยวระดับกลางๆ พักโรงแรม 4 ดาวและกินอาหารร้านดี งบจะอยู่ที่ 60,000-90,000 บาท หากเลือกแพ็กเกจทัวร์ที่รวมทุกอย่างจะอยู่ที่ราว 45,000-75,000 บาท ค่าใช้จ่ายหลักจะเป็นค่าบอลลูนที่แคปพาโดเซียและค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ
Q: การเดินทางระหว่างเมืองในตุรกีทำยังไงดี?
A: ตุรกีเป็นประเทศใหญ่ การบินภายในประเทศคือทางเลือกที่สะดวกและคุ้มที่สุด สายการบินอย่าง Turkish Airlines, Pegasus, AnadoluJet มีเที่ยวบินครอบคลุมทุกเมืองสำคัญ ราคาเริ่มต้นไม่กี่ร้อยบาทถ้าจองล่วงหน้า รถบัสก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะถนนของตุรกีคุณภาพสูง บริษัทอย่าง Metro, Kamil Koç, Pamukkale มีรถบัส VIP สบายไม่แพ้เครื่องบิน เหมาะกับเส้นทางที่ไม่ไกลเกินไป สำหรับในเมืองใหญ่อย่างอิสตันบูล ใช้บัตร Istanbulkart แตะขึ้นรถเมล์ รถไฟใต้ดิน และเรือเฟอรี่ได้หมด
Q: ตุรกีปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวไทยไหม?
A: ตุรกีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ปลอดภัยพอสมควรในระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างอิสตันบูล แคปพาโดเซีย และอันตัลยา ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายล้านคนต่อปี ข้อควรระวังหลัก ๆ คือเรื่องล้วงกระเป๋าในที่คนพลุกพล่าน เช่น ตลาดแกรนด์บาร์ซ่า รถไฟใต้ดิน และจุดท่องเที่ยวสำคัญ ควรเก็บของมีค่าไว้ใกล้ตัว ใช้กระเป๋าสะพายหน้าในที่แน่นๆ เลี่ยงพื้นที่ใกล้ชายแดนซีเรียและอิรักทางตะวันออกเฉียงใต้ เช็กประกาศสถานทูตไทยในอังการาก่อนเดินทางจะอุ่นใจกว่า
Q: อาหารตุรกีต้องลองอะไรบ้าง?
A: ตุรกีเป็นประเทศที่อาหารหลากหลายและรสจัดถูกปากคนไทยพอควร เมนูที่ต้องลองให้ได้ ได้แก่ Döner Kebab (เคบับเสียบไม้ใหญ่หมุนย่าง), İskender Kebab (เคบับโรยซอสมะเขือเทศ-โยเกิร์ต), Pide (พิซซ่าตุรกีรูปเรือ), Lahmacun (พิซซ่าบางๆ หน้าเนื้อสับ), Manti (เกี๊ยวตุรกี), Köfte (ลูกชิ้นเนื้อย่าง) สำหรับของหวานพลาดไม่ได้คือ Baklava (ขนมแป้งกรอบราดน้ำผึ้ง), Künefe (ขนมแป้งฝอยใส่ชีส) และ Turkish Delight ที่ขนาดพอดีคำ ส่วนเครื่องดื่มมีชาแอปเปิลและกาแฟตุรกีดั้งเดิมที่ต้องลอง