10 ที่เที่ยวเยอรมันสุดโรแมนติก สวยเหมือนเมืองในเทพนิยาย
เยอรมนีเป็นดินแดนแห่งปราสาทในเทพนิยาย รายล้อมไปด้วยเมืองแห่งประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 2,000 ปี ธรรมชาติที่สวยงาม หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ เทศกาลคาร์นิวัลที่เต็มไปด้วยสีสัน และเบียร์ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นของโลก เยอรมนียังเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนสุดโรแมนติก ไม่ว่าคุณจะเดินเล่นจับมือกันตรงจัตุรัสยุคกลาง หรือดื่มด่ำกับความงามของหุบเขาไรน์บนเส้นทางสายโรแมนติก (The Romantic Road) เยอรมนีก็พร้อมมอบประสบการณ์ประทับใจให้คุณและคนพิเศษเสมอ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนเที่ยวยุโรป เยอรมนีถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด เพราะครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในประเทศเดียว เราจึงขอแนะนำ 10 ที่เที่ยวเยอรมันที่จะทำให้คุณประทับใจไม่ลืม
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
10 สถานที่เที่ยวเยอรมันสุดโรแมนติก
คัดสรร 10 สถานที่เที่ยวเยอรมันสุดโรแมนติก ที่มีผู้คนค้นหามากที่สุดในโลกออนไลน์และเป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อให้การเดินทางไปเที่ยวเยอรมนีของคุณ เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจสำหรับคุณ ที่สำคัญอย่าลืมซื้อประกันการเดินทาง Chubb Travel Insurance ไปด้วยเพื่อความอุ่นใจ จะทริปไหนก็เหมือนมีผู้ช่วยมือหนึ่งคอยดูแลคุณและเพื่อนร่วมทริปอย่างดีที่สุด เอาล่ะ…ถ้าซื้อประกันพร้อมแล้วก็มาตีตั๋วทัวร์สถานที่สุดโรแมนติกกันดีกว่า!
1. ปราสาทเทพนิยายนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein Castle)
ปราสาทในตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทิวสนบนเทือกเขาแอลป์ สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าลุดวิก 2 แห่งบาวาเรีย (Ludwig Friedrich Wilhelm II) ในช่วง ค.ศ. 1845-1886 ปราสาทแห่งนี้โด่งดังด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม ด้วยพระเจ้าลูทวิชที่ 2 มีแนวคิดก้าวหน้าและทันสมัยในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการก่อสร้างตกแต่ง ทั้งยังผสมผสานศิลปะไบแซนไทน์ กอธิค และโรมันเนสก์เข้าด้วยกันได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยความสวยงามราวภาพฝันของปราสาทแห่งนี้ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างปราสาทเทพนิยายของเจ้าหญิงนิทราที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ รวมถึงแดนเนรมิตของไทย
นอยชวานชไตน์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปราสาทที่สวยงามที่สุดในยุโรป” แม้พระเจ้าลูทวิชที่ 2 จะทรงประทับภายในปราสาทแห่งนี้เพียง 11 คืนเท่านั้น ทำให้ปราสาทแห่งนี้ไม่มีบัลลังก์ แม้จะมีห้องบัลลังก์ที่ใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดในปราสาทก็ตาม เพราะบัลลังก์ยังสร้างไม่เสร็จก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์นั่นเอง
นอกจากนี้ พระองค์ทรงโปรดปรานดนตรีและโอเปราอย่างมาก ทั้งยังเป็นผู้อุปถัมภ์ของคีตกวีชื่อดังแห่งยุคอย่าง ริชชาร์ท วากเนอร์ (Richard Wagner) บทเพลงของวากเนอร์ยังเป็นแรงบันดาลใจให้การออกแบบตกแต่งห้องต่าง ๆ รวมถึง “Singer Hall” ห้องที่ตกแต่งด้วยกระจกสีและทองคำ ใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงและการแสดงดนตรี
ปัจจุบัน ปราสาทนอยชวานชไตน์มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมประมาณ 6,000 คนต่อวัน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในปราสาทได้ด้วยการจองซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้า พร้อมมีบริการทัวร์นำชมภาษาอังกฤษให้บริการทุก ๆ 30 นาที ราคาตั๋วเข้าชมปราสาทนอยชวานชไตน์อยู่ที่ประมาณ 15-20 ยูโรต่อคน ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋ว แนะนำให้จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ทางการ เพราะในช่วงฤดูท่องเที่ยวตั๋วมักหมดเร็วมาก
2. เมืองเก่าแก่ริมแม่น้ำไรน์ โคโลญจ์ (Cologne)
ย้อนกลับไปเมื่อราว 38 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดนเก่าแก่ที่เรียกว่า (Oppidum Ubiorum) ในภาษาละตินโบราณ ซึ่งแปลว่า "เมืองของชาวอุบิอิ" (Ubii) ชนเผ่าดั้งเดิม ก่อนที่ชาวโรมันจะยึดครองและก่อตั้งเป็นศูนย์กลางการค้าการปกครองที่สำคัญริมแม่น้ำไรน์ นั่นทำให้เมืองโคโลญจ์ (Köln ในภาษาเยอรมัน) เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ทั้งยังเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ และสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง
ในยุคกลางโคโลญจ์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด และได้รับสถานะเป็นเมืองอิสระในปี 1285 นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่สำคัญของเยอรมนี โดยมีมหาวิหารโคโลญจ์ หรือ อาสนวิหารโคโลญจ์ (Cologne Cathedral) ที่เริ่มก่อสร้างในปี 1248 และใช้เวลานานกว่า 632 ปี ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการก่อสร้าง เป็นมหาวิหารกอทิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก สวยที่สุดในเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ในปี 1996
ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองโคโลญจ์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากระเบิดและได้รับการฟื้นฟูในภายหลัง เช่นเดียวกับมหาวิหารที่ถูกทำลายจากแรงระเบิดจนเสียหายอย่างหนัก แต่ก็สามารถบูรณะจนกลับมาสวยงามอีกครั้ง ปัจจุบัน โคโลญจ์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัยและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเยอรมนี มีประชากรกว่า 1 ล้านคน เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่สำคัญ โด่งดังจากน้ำหอมแห่งเมืองโคโลญจ์ และ Karneval หนึ่งในเทศกาลคาร์นิวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เต็มไปด้วยสีสัน เสียงเพลง การรื่นเริง และความสนุกสนาน ทั้งยังเฉลิมฉลองมานานกว่า 2,000 ปี นอกจากนี้ ยังมี Heumarkt Gate ประตูเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโคโลญจ์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เป็นหนึ่งในประตูเมืองโบราณเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่จากทั้งหมด 12 ประตูให้เที่ยวชมอีกด้วย
3. ไฮเดลเบิร์ก ที่สุดแห่งความโรแมนติก(Heidelberg)
แม้จะเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนีอย่าง มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (Ruprecht Karl University of Heidelberg) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1386 แต่เมืองเก่าแก่อายุนับพันปีแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเยอรมนี และมีปราสาทเก่าแก่ในศตวรรษที่ 15 สะพานแห่งประวัติศาสตร์ และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของนักศึกษาจากทั่วโลก
หากเปรียบไฮเดลเบิร์กเป็นเหมือนหญิงสาวที่งามสง่าและมีการศึกษาสูง เธอก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานนับพันปี เมืองนี้เคยเผชิญความยากลำบากในช่วงสงครามสามสิบปี (1618-1648) และสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส (1789-1799) เคยกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรบาวาเรียในปี 1803 และเป็นเมืองเก่าแก่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ในปี 1997
ใครมาเยือนไฮเดลเบิร์กแล้วต้องไม่พลาด แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองไฮเดลเบิร์ก แม้จะเป็นซากปรักหักพัง แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างยุคเรอเนซองส์ที่สำคัญที่สุดทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์
Alte Brücke หรือสะพานประวัติศาสตร์ เป็นสะพานโค้งข้ามแม่น้ำเนคคาร์ (Neckar River) เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง แล้วยังมี Marktplatz จัตุรัสที่มีโบสถ์ Heiliggeistkirche หรือโบสถ์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เช่นกัน เดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก แต่เมื่อได้รับความเสียหายจากสงครามโลก โบสถ์ก็ได้รับการบูรณะใหม่ในรูปแบบบาโรก (Baroque) แค่เดินจับมือคนรักชมวิวทิวทัศน์สวย ๆ ของเมืองที่แสนจะโรแมนติกก็มีความสุขจนยากจะลืมเลือน
4. เมืองแห่งดนตรีและศิลปะ ไลพ์ซิก (Leipzig)
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ไลฟ์ซิกเป็น Hidden Gem ของเยอรมนีอย่างแท้จริง เมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องสปาแห่งนี้ พร้อมมอบความผ่อนคลายถึงขีดสุดและประสบการณ์สุดโรแมนติกด้วยบ่อน้ำพุร้อน สถาปัตยกรรมอันหรูหรา และสวนสวยใจกลางเมือง ไลพ์ซิกก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 10 โดยชาวสลาฟ ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำพลีสเซอ (Pleisse River) ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็นเมืองโดยจักรพรรดิเฟรดเดอริก บาร์บารอสซ่า (Frederick Barbarossa) กลายเป็นเมืองสำคัญทางการค้า และศาสนา ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า ที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก
นอกจากจะเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1813 ได้เกิด (Battle of Leipzig) หนึ่งในยุทธการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของยุโรป ฝ่ายสัมพันธมิตรเอาชนะจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) โดยยุทธการไลพ์ซิก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ยุโรป ที่ทำให้จักรพรรดินโปเลียนสูญเสียอำนาจและถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบา ขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะและก่อให้เกิดยุคใหม่ของยุโรป
ใครมาถึงไลพ์ซิกแล้วต้องไปเช็คอินที่ (Markt) ที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมืองไลพ์ซิก เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม เช่น (ศาลาว่าการใหม่) และ (หอแสดงดนตรี) (Nikolaikirche) โบสถ์สไตล์กอทิกที่มีโดมสูง 91 เมตร สามารถมองเห็นวิวเมืองแบบ 360 องศา (Bach Museum) ที่รวบรวมเรื่องราวชีวิตและผลงานของโยฮัน เซบัสทีอัน บัค (Johann Sebastian Bach) นักแต่งเพลงชื่อดังชาวเยอรมันไว้อย่างสมบูรณ์ และ สวนพฤกษศาสตร์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนี เต็มไปด้วยพืชพรรณนานาพันธุ์ ทั้งดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมนี่เองที่ทำให้ไลพ์ซิกเป็นอีกหนึ่งเมืองโรแมนติกของประเทศเยอรมนี
5. เดรสเดน ฟลอเรนซ์แห่งภาคเหนือ (Dresden)
เจ้าของฉายาเกาะสวรรค์แห่งทะเลบอลติกที่มีชายหาดที่สวยงาม หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ และอุทยานแห่งชาติ Jasmund (Jasmund National Park) ทำให้เดรสเดนเป็นเมืองหลวงของรัฐซัคเซิน (Sachsen) ประเทศเยอรมนี ที่เนื้อหอมมากที่สุดเช่นกัน เดรสเดนมีประวัติศาสตร์ยาวนานและวัฒนธรรมอันหลากหลาย ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมทำให้เมืองนี้ได้รับการขนานนามว่า "ฟลอเรนซ์เหนือเทือกเขาแอลป์" และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย
แม้จะได้ชื่อว่าเมืองแห่งประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 800 ปี แต่ก็อายุน้อยกว่าหลาย ๆ เมืองในเยอรมนี เดรสเดนก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 12 ริมแม่น้ำเอลเบอ (Elbe River) โดยท่านเคานต์ Konrad the Bearded ผู้ทำให้เดรสเดนกลายเป็นเมืองสำคัญทางการค้า วัฒนธรรม และศาสนา ด้วยตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า Via Regia ที่เชื่อมต่อระหว่างตะวันตกและตะวันออก
ครั้งหนึ่งเดรสเดนเคยผ่านเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ และได้รับการบูรณะจนกลับมาสวยงามอีกครั้ง ใครมาเที่ยวเดรสเดนต้องแวะไปเยี่ยมเยือน โบสถ์สไตล์บาโรกที่มีโดมสีทองอร่ามเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองเดรสเดน (Zwinger Palace) พระราชวังสไตล์บาโรก ภายในเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง (Semperoper) โรงละครโอเปร่าสไตล์นีโอคลาสสิกที่โด่งดังไปทั่วโลก (Großer Garten) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และล่องเรือชมแม่น้ำเอลเบอ ชมวิวเมืองเดรสเดนแบบ 360 องศา
6. มิวนิก เมืองหลวงของบาวาเรีย (Munich)
มิวนิกคือประตูสู่การเที่ยวเยอรมันภาคใต้ที่หลายคนเลือกเป็นจุดแรกที่บินลง เมืองหลวงของรัฐบาวาเรียแห่งนี้มีชีวิตชีวาตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล Oktoberfest เทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจัดขึ้นทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม หรือตลาดคริสต์มาส (Christkindlmarkt) ที่จัดขึ้นบริเวณหน้า Marienplatz ซึ่งสวยงามจนหลายคนบอกว่าเป็นหนึ่งในตลาดคริสต์มาสที่โรแมนติกที่สุดในยุโรป
สถานที่ท่องเที่ยวในมิวนิกที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ Marienplatz จัตุรัสกลางเมืองที่มีหอนาฬิกา Glockenspiel อันโด่งดัง Englischer Garten สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก พิพิธภัณฑ์ Deutsches Museum ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ BMW Welt สำหรับคอรถยนต์ที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด
7. โรเทนบวร์ก อ็อบ เดอร์ เทาเบอร์ หมู่บ้านยุคกลางที่สมบูรณ์ที่สุด (Rothenburg ob der Tauber)
หากคุณฝันอยากเดินในเมืองที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายจริง ๆ โรเทนบวร์กคือคำตอบ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐบาวาเรียแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในเยอรมนี กำแพงเมืองเก่า ถนนหินกรวด และบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสีสันสดใสยังคงงดงามเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน
แลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่คือ Plönlein จุดชมวิวที่ถ่ายรูปได้สวยที่สุด เป็นทางแยกเล็ก ๆ ที่มีบ้านไม้สีเหลืองและหอนาฬิกาโบราณตั้งอยู่ ซึ่งกลายเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนีในหลายโฆษณาท่องเที่ยว ตลาดคริสต์มาสที่นี่ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่โรแมนติกและมีชื่อเสียงที่สุดในยุโรปอีกด้วย
8. ฟุสเซิน และเส้นทางสายโรแมนติก (Füssen & The Romantic Road)
ฟุสเซินเป็นเมืองปลายทางของ The Romantic Road เส้นทางท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในเยอรมนี ทอดยาวกว่า 350 กิโลเมตร จากเมืองเวิร์ซบวร์กทางตอนเหนือไปจนถึงฟุสเซินทางตอนใต้ ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ ทุ่งนาสีเขียว และเมืองยุคกลางที่สวยงามมากมาย
ฟุสเซินเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับชายแดนออสเตรียและอยู่ใกล้ปราสาทนอยชวานชไตน์มากที่สุด ทำให้หลายคนเลือกใช้ฟุสเซินเป็นฐานในการไปชมปราสาท ตัวเมืองฟุสเซินยังมีปราสาท Hohes Schloss สไตล์กอทิกที่งดงาม และทะเลสาบ Forggensee ที่สะท้อนภาพภูเขาแอลป์งดงามราวภาพวาด
9. หุบเขาไรน์ มรดกโลก UNESCO (Rhine Valley)
หุบเขาไรน์ช่วงระหว่างเมือง Rüdesheim และ Koblenz คือหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO เมื่อปี 2002 ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเรียงรายไปด้วยปราสาทโบราณกว่า 40 แห่ง หมู่บ้านไวน์เล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ และไร่องุ่นที่ขึ้นอยู่บนเนินเขาชันอย่างน่าทึ่ง
วิธีที่โรแมนติกที่สุดในการชมหุบเขาไรน์คือการล่องเรือ โดยมีบริการเรือโดยสารและเรือสำราญที่ให้คุณนั่งชมวิวสองฝั่งอย่างสบาย ๆ พร้อมดื่มไวน์ไรน์รสเลิศในมือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อไร่องุ่นเปลี่ยนสีเป็นทองแดง สวยงามยิ่งกว่าในฝัน
10. เบอร์ลิน เมืองหลวงที่มีชีวิตชีวา (Berlin)
จะบอกว่าเที่ยวเยอรมันแล้วไม่ได้แวะเบอร์ลิน ก็เหมือนไปปารีสแล้วไม่เห็นหอไอเฟล เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันหนักหน่วงเข้ากับความทันสมัยและความสร้างสรรค์ได้อย่างน่าสนใจมาก
สถานที่ห้ามพลาดในเบอร์ลิน ได้แก่ Brandenburg Gate ประตูชัยสัญลักษณ์แห่งการรวมชาติ Checkpoint Charlie จุดตรวจโบราณในยุคสงครามเย็น East Side Gallery กำแพงเบอร์ลินที่ถูกเปลี่ยนเป็นแกลเลอรีศิลปะกลางแจ้งความยาวกว่า 1.3 กิโลเมตร Pergamon Museum พิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก และ Reichstag อาคารรัฐสภาที่มีโดมกระจกให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวเมืองได้ฟรี เบอร์ลินยังเป็นเมืองที่มีฉากศิลปะและไนต์ไลฟ์ที่โดดเด่นที่สุดในยุโรป ทำให้ที่นี่ดึงดูดนักสร้างสรรค์จากทั่วโลก
เที่ยวเยอรมัน เดือนไหนดี?
ใครที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวเยอรมนี ฤดูที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคือ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี) และฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี) เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป แล้วผู้คนก็พลุกพล่านน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฤดูร้อนที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเยอรมนีมากที่สุด แต่หากคุณต้องการสีสันและความมีชีวิตชีวาในช่วงเทศกาลรื่นเริง ต้องไม่พลาด Christmas Market (เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี) แล้วคุณจะตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศสุดแสนมหัศจรรย์
สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวยุโรปเป็นครั้งแรก แนะนำให้จัดสรรเวลาอยู่เยอรมนีอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อให้มีเวลาเยือนได้ครบหลายเมือง และควรวางแผนซื้อตั๋วรถไฟ Deutsche Bahn ล่วงหน้า เพราะราคาจะถูกกว่าซื้อวันเดินทางมาก
ก่อนออกเดินทางไปเที่ยวเยอรมันหรือท่องเที่ยวยุโรปที่ไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการเตรียมความพร้อมด้านประกันการเดินทาง เพราะไม่ว่าจะวางแผนดีแค่ไหน บางครั้งเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินดีเลย์ สัมภาระหาย หรือเจ็บป่วยกระทันหัน ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเดินชมปราสาทนอยชวานชไตน์แล้วเกิดพลัดหกล้ม แบบนี้ก็คงไม่อยากเสียเวลาวุ่นวายกับเรื่องค่ารักษาพยาบาลต่างประเทศแน่นอน
เพิ่มความอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยการซื้อประกันการเดินทางจากชับบ์ Chubb Travel Insurance ที่จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง หรือจะเป็นการชดเชยไฟล์ตดีเลย์ และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งประกันการเดินทางต่างประเทศรายเที่ยวหรือรายปี เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป
สนใจประกันภัยการเดินทาง โทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: Lonely Planet Germany, Germany Travel - Official Tourism Website
คำถามที่พบบ่อย
Q: ไปเที่ยวเยอรมันต้องขอวีซ่าไหม และใช้เอกสารอะไรบ้าง?
A: ประเทศไทยยังไม่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับกลุ่มประเทศเชงเก้น (Schengen) คนไทยที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวเยอรมันจึงต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นผ่านสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีในกรุงเทพฯ เอกสารที่จำเป็นโดยทั่วไปประกอบด้วย หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานเหลืออย่างน้อย 6 เดือน รูปถ่าย หลักฐานการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน หลักฐานการเงิน ประกันสุขภาพสำหรับเดินทาง และแบบฟอร์มขอวีซ่าที่กรอกสมบูรณ์ แนะนำให้ยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนวันเดินทาง
Q: ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวเยอรมันโดยประมาณต่อวันอยู่ที่เท่าไหร่?
A: ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวเยอรมันต่อวันขึ้นอยู่กับรูปแบบการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวงบประมาณปานกลาง คาดว่าจะใช้จ่ายประมาณ 80-120 ยูโรต่อวัน แบ่งเป็นค่าที่พักโรงแรมระดับ 3 ดาวประมาณ 50-80 ยูโร ค่าอาหาร 20-30 ยูโร และค่าเข้าชมสถานที่และค่าเดินทางภายในเมืองอีก 10-20 ยูโร หากต้องการประหยัดสามารถเลือกพักโฮสเทลหรือใช้บัตร German Rail Pass สำหรับเดินทางด้วยรถไฟในราคาที่คุ้มกว่า
Q: สกุลเงินที่ใช้ในเยอรมนีคืออะไร และควรแลกเงินก่อนหรือแลกที่เยอรมนี?
A: เยอรมนีใช้สกุลเงินยูโร (EUR) ซึ่งเป็นสกุลเงินของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป สำหรับการแลกเงิน แนะนำให้แลกเงินบางส่วนไว้ก่อนออกเดินทาง เผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน แต่โดยทั่วไปอัตราแลกเปลี่ยนที่ ATM ในเยอรมนีมักดีกว่าการแลกเงินในไทย ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่ในเมืองใหญ่รับบัตรเครดิต แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ หรือตลาดท้องถิ่นอาจต้องใช้เงินสด
Q: การเดินทางภายในเยอรมนีระหว่างเมืองต่าง ๆ สะดวกแค่ไหน?
A: เยอรมนีมีระบบขนส่งสาธารณะที่พัฒนาดีมากในยุโรป วิธีที่นิยมที่สุดคือการเดินทางด้วยรถไฟ Deutsche Bahn (DB) ซึ่งเชื่อมต่อเกือบทุกเมืองทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รถไฟ ICE (Intercity Express) ความเร็วสูงเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองหลัก เช่น เบอร์ลิน มิวนิก แฟรงก์เฟิร์ต และฮัมบูร์ก นอกจากนี้ยังมีบริการรถโค้ชระหว่างเมืองอย่าง FlixBus ที่ราคาถูกกว่ารถไฟมาก แต่ใช้เวลานานกว่า
Q: เยอรมนีมีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแค่ไหน?
A: โดยภาพรวมเยอรมนีถือเป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ดัชนีอาชญากรรมอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวควรระมัดระวังเรื่องการล้วงกระเป๋าในพื้นที่แออัด เช่น สถานีรถไฟ ตลาดนัด และย่านท่องเที่ยวยอดนิยม ควรเก็บสิ่งของมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย และไม่ควรทิ้งกระเป๋าไว้โดยไม่มีคนดูแล กรณีฉุกเฉินสามารถโทรหมายเลข 110 สำหรับตำรวจ หรือ 112 สำหรับหน่วยฉุกเฉิน