20 ที่เที่ยวเวียดนาม ครบทุกภาค พร้อมข้อมูลเดินทางที่ต้องรู้
"เวียดนาม" หนึ่งในประเทศใกล้บ้านเราที่เดินทางไปท่องเที่ยวได้ง่าย ข้ามพรมแดนได้แบบผ่านฉลุย เพราะไม่ต้องตรวจโควิด-19 ไม่ต้องแสดงเอกสารการรับวัคซีน และไม่ต้องกักตัว นอกจากอาหารประจำถิ่นที่น่าลิ้มลอง บรรยากาศที่น่าหลงใหล และศิลปวัฒนธรรมรอคอยให้เราไปสัมผัสแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เลือกหลายรูปแบบตามความชื่นชอบ ทั้งเวียดนามเหนือ เวียดนามกลาง จรดเวียดนามใต้ ดึงดูดให้อยากแบกเป้เที่ยวเวียดนามคนเดียวดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ สายประวัติศาสตร์ สายชิม หรือสายผจญภัย เวียดนามมีครบหมด และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าครองชีพต่ำ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวงบประหยัดหรืองบหรูเท่า ๆ กัน พร้อมกับแผนประกันการเดินทางต่างประเทศ ที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจทุกการเดินทาง
เพื่อความมั่นใจ เรามาตรวจสอบเส้นทางเข้าประเทศเวียดนามล่าสุด ที่เหมาะสมกับเวลาที่มีและแผนที่เลือกเดินทางกัน
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- เช็กเส้นทางเข้าประเทศเวียดนามล่าสุด
- 20 ที่เที่ยวไฮไลท์ประเทศเวียดนาม ที่ควรค่าแก่การตามเก็บใส่ลิสต์ไว้เที่ยวเพลินๆ
- บานาฮิลล์-ดานัง (Ba Na Hill, Danang)
- ฮอยอัน (Hoi An)
- เมืองฮอยอัน ยามค่ำคืน (Hoi An Night Market)
- ถ้ำซันดอง (Son Doong Cave)
- ทะเลทรายมุยเน่ (Mui Ne)
- ฮาลองเบย์ (Ha Long Bay)
- เกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island)
- น้ำตกบ่านซก (Ban Gioc Waterfall)
- ปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)
- พระราชวังเว้ (Complex of Hue Monuments)
- หาดญาจาง (Nha Trang)
- นครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City)
- ดาลัต (Da Lat)
- ฟู้ก๊วก (Phu Quoc)
- หมู่บ้านวัฒนธรรมซาปา (Sa Pa)
- นิงบิงห์ (Ninh Binh)
- เมืองดานัง (Da Nang)
- หมู่เกาะลีเซิน (Ly Son Island)
- หมู่บ้านนาขั้นบันได (Mu Cang Chai)
- สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta)
เช็กเส้นทางเข้าประเทศเวียดนามล่าสุด
เดินทางโดยรถทัวร์
เริ่มต้นการเดินทางเที่ยวเวียดนามกันที่จังหวัดมุกดาหาร เช็กอินครั้งที่ 1 ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองข้ามแม่น้ำโขง เข้าสู่เขตประเทศลาว มุ่งหน้าสู่ชายแดนลาว-เวียดนาม ด้วยเส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่ หมายเลข 9 และเช็กอินครั้งที่ 2 กันที่ด่านลาวบาว ก็จะเข้าสู่เขตประเทศเวียดนามอย่างเต็มตัวและท่องเที่ยวตามแผนการเดินทางได้ต่อไป ข้อดีของการเดินทางเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเองด้วยรถทัวร์คือ คุณจะได้ผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับบรรยากาศ และมีโอกาสเจอเพื่อนร่วมเดินทางใหม่อีกด้วย
เดินทางโดยรถไฟ
การเดินทางโดยรถไฟเป็นที่นิยมมากในเวียดนามเพราะเชื่อมต่อตั้งแต่ฮานอยถึงโฮจิมินห์ซิตี้ ตลอดสองข้างทางส่วนใหญ่เป็นวิวริมฝั่งแม่น้ำเลาะเลียบไปตามชายหาดที่มีบรรยากาศธรรมชาติสุดร่มรื่น หากต้องการเดินทางโดยรถไฟจากกรุงเทพมหานคร ต้องแวะต่อรถทัวร์จากเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ไปนครโฮจิมินห์ แล้วจึงต่อรถไฟภายในประเทศเวียดนามได้ อีกหนึ่งข้อดีของการท่องเที่ยวเวียดนามโดยรถไฟคือเราจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตและพื้นเพของผู้คน ไปพร้อมกับการเดินทาง และดีที่สุดถ้าพกแผนประกันการเดินทางต่างประเทศที่คุ้มครองได้ครอบคลุมมากขึ้น
เดินทางโดยเครื่องบิน
เกือบทุกสายการบินสามารถมุ่งหน้าสู่นครโฮจิมินห์ได้โดยตรง แม้จะปิดกั้นการเดินทางมาเป็นเวลานาน แต่เพื่อความอุ่นใจ อย่าลืมพกประกันการเดินทางที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้าน ไม่ว่าจะเข้าเขตสนามบินตรงสู่ปลายทางหรือต่อเครื่องก็พร้อมคุ้มครองคุณไปตลอดทั้งทริป
เมื่อเลือกวิธีการทางการเดินทางที่เหมาะสมกับแผนการเดินทางได้แล้ว มาดู 20 ที่เที่ยวเวียดนาม 2569 ที่บอกเลยว่ายิ่งเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเองยิ่งไร้ข้อจำกัด เที่ยวเวียดนามทั้งทีต้องไม่พลาด
20 ที่เที่ยวไฮไลท์ประเทศเวียดนาม ที่ควรค่าแก่การตามเก็บใส่ลิสต์ไว้เที่ยวเพลินๆ
1. บานาฮิลล์-ดานัง (Ba Na Hill, Danang)
ที่นี่สวยงามราวกับอยู่บนหุบเขาแห่งสวรรค์ วิธีเดียวที่จะเข้าไปได้คือการขึ้นกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวและสูงที่สุดในโลก ด้วยระยะทางกว่า 5,800 เมตร แต่ไม่ต้องกลัว เพราะธรรมชาติและความสวยงามของหุบเขาจะทำให้คุณยิ้มเพลินจนลืมความหวาดเสียวของการนั่งกระเช้าไปเลย ภายในบานาฮิลล์ยังมีสวนสนุก หมู่บ้านฝรั่งเศส และไฮไลท์สำคัญอย่างสะพานลอยฟ้า หรือ Golden Bridge สะพานขนาดใหญ่ถูกประคองโดยสองมือยักษ์ที่ไม่ว่ายังไงต้องมาเช็กอินให้ได้สักครั้ง แนะนำให้เดินทางมาช่วงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน และเผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวันถึงหนึ่งวันเต็มเพื่อสัมผัสทุกโซนภายในบานาฮิลล์
2. ฮอยอัน (Hoi An)
เมืองมรดกโลกที่สายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมห้ามพลาดถ้าได้โอกาสไปเที่ยวเวียดนาม แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ทางตอนกลางของประเทศ แต่ฮอยอันยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคาร บ้านเรือน และร้านค้าต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ผสมผสานกับศิลปะและสถาปัตยกรรมของท้องถิ่นและจากต่างชาติไว้ได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าไปตามตรอกซอกซอยเพื่อเลือกซื้อของ หรือเช่าจักรยานปั่นเพื่อเสพบรรยากาศและงานศิลปะฮอยอันก็ตอบโจทย์ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือการปล่อยโคมลอยในแม่น้ำทูโบนยามค่ำคืน และการสั่งตัดชุด Ao Dai เสื้อผ้าประจำชาติเวียดนามจากช่างฝีมือในราคาที่คุ้มค่า
3. เมืองฮอยอัน ยามค่ำคืน Hoi An Night Market
ตลาดกลางคืนฮอยอัน (Hoi An Night Market) เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวเวียดนาม บรรยากาศยามค่ำคืนของฮอยอันจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อโคมไฟหลากสีพันดวงถูกแขวนเรียงรายตามซอยเมืองเก่า สร้างบรรยากาศโรแมนติกเหมือนอยู่ในเทพนิยาย ตลาดกลางคืนเต็มไปด้วยของที่ระลึก งานหัตถกรรม อาหารพื้นเมือง และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน การนั่งเรือบนแม่น้ำทูโบนเพื่อปล่อยโคมลอยเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องลองสักครั้ง
4.ถ้ำซันดอง (Son Doong Cave)
ไฮไลท์ที่ 3 ของการเที่ยวเวียดนามไม่ควรลังเลที่จะปักหมุดถ้ำซันดอง ถ้ำโบราณที่เกิดจากกระแสน้ำกัดเซาะชั้นหินปูนที่อยู่ใต้ภูเขาสูง กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ธรรมชาติสรรค์สร้างได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ยืนหนึ่งเรื่องความสวยงามจนต้องเดินทางมาชมให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้จะซ่อนตัวอยู่ในหุบเขามานานกว่า 2-5 ล้านปี แต่กลับถูกสำรวจไปเพียง 30% เท่านั้น และสถานที่นี้ยังรอเหล่านักผจญภัยให้คอยค้นหา อย่างไรก็ตามถ้ำซันดองนั้นให้เข้าชมในช่วงเดือน มกราคม-สิงหาคม เพียงปีละ 500 คน เท่านั้น หากท่านใดต้องการไปเยือนควรต้องวางแผนให้ดีเพราะอาจต้องจองข้ามปีแน่นอน ทัวร์ถ้ำซันดองใช้เวลา 4 วัน 3 คืน ต้องเดินป่าและค้างแรมภายในถ้ำ จำเป็นต้องมีร่างกายแข็งแรงและจองผ่านบริษัท Oxalis Adventure ซึ่งเป็นผู้ดูแลอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียว
5.ทะเลทรายมุยเน่ (Mui Ne)
ผืนทรายทอดยาวสุดลูกหูลูกตาที่มีสีสันมากกว่า 18 เฉด กินพื้นที่กว้างใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนได้รับขนานนามให้เป็นเมืองแห่งทะเลทราย ทรงเสน่ห์ที่สุดในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินจะเห็นผืนทรายเป็นริ้วคลื่นอย่างชัดเจน และด้วยเอกลักษณ์นี้เองจึงทำให้มุยเน่กลายเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมที่ต้องไปเช็กอินถ่ายรูปสวย ๆ มาเก็บไว้ในอัลบัมหากได้ไปเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเองสักครั้ง นอกจากทะเลทรายแล้ว มุยเน่ยังมีหาดทรายสวยงาม ลมแรงเหมาะสำหรับเล่น Kitesurfing และ Windsurfing รวมถึง Fairy Stream ลำธารสีแดงเชิงผาหินหลากสีที่สวยงามไม่แพ้กัน
6.ฮาลองเบย์ (Ha Long Bay)
หรืออีกชื่อคือ อ่าวฮาลอง เป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยอยู่ทางตอนเหนือไม่ไกลจากกรุงฮานอย ที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และทิวทัศน์อันน่ามหัศจรรย์ใจ มีชายฝั่งทอดยาวกว่า 120 กิโลเมตร เต็มไปด้วยเกาะหินปูนน้อยใหญ่ขึ้นอยู่ตามอ่าวกว่า 1,900 เกาะ สวยงามและน่าค้นหาจนยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เที่ยวเวียดนามทั้งที หากไม่ไปฮาลองเบย์ถือว่าพลาด การล่องเรือพักค้างคืน (Cruise) บนฮาลองเบย์ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวอ่าวในช่วงรุ่งสางที่สวยงามเป็นพิเศษ รวมถึงมีกิจกรรมพายคายัค สำรวจถ้ำ และว่ายน้ำในอ่าว
7.เกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island)
เกาะขนาดใหญ่อันดับ 1 ของฮาลองเบย์ บนพื้นที่เกือบ 200 ตารางกิโลเมตร หากได้ลองมาสัมผัสกั๊ตบาจะพบความสวยงามให้ประทับใจตั้งแต่อ่าวหน้าหาดที่เป็นรูปครึ่งวงกลม รอบเกาะยังมีหมู่บ้านลอยน้ำของชาวประมงท้องถิ่นให้เยี่ยมชมพร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเล พร้อมทั้งรับประทานอาหารทะเลกันแบบเต็มอิ่ม เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่เน้นไปทางอาหารทะเลซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของความสด โดยเฉพาะหอยนานาชนิด พร้อมเพลิดเพลินไปกับลมทะเลพัดเย็นสบาย และทิวทัศน์ที่สวยงามรอบเกาะได้ทั้งวันตลอดเวลา เกาะกั๊ตบายังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ Cat Ba National Park ที่มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยวสายผจญภัยโดยเฉพาะ
8.น้ำตกบ่านซก (Ban Gioc Waterfall)
เที่ยวเวียดนามมาแล้ว 6 ที่ ขอแนะนำพิกัดที่ 7 ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ น้ำตกบ่านซก น้ำตกสีเขียวมรกตยิ่งใหญ่ตระการตาลดหลั่นสลับชั้น สมเป็นสุดยอดน้ำตกชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งอยู่บนเส้นชายแดนระหว่างประเทศจีนและประเทศเวียดนาม มีกิจกรรมยอดนิยมคือการล่องแพ
ซึ่งที่นี่มีบริการล่องแพพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสบรรยากาศที่ร่มรื่นของน้ำตกอย่างใกล้ชิดได้ตลอดทั้งปี การเดินทางมาที่นี่อาจใช้เวลานานสักหน่อย เพราะต้องเดินทางผ่านเทือกเขาหลายชั้น แต่บรรยากาศที่ได้มาคุ้มค่ากับการไปเยือนแน่นอน ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากที่น้ำตกจะมีปริมาณน้ำเต็มและสวยงามที่สุด
9.ปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)
โบราณสถานที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ในรูปแบบสถาปัตยกรรมจากการก่อสร้างโดยใช้อิฐแบบโบราณ ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าภัทรวรมันที่ 1 ในศตวรรษที่ 4 สมบูรณ์แบบและเก่าแก่ที่สุดในแถบอินโดจีน อดีตเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมความศรัทธาแห่งอาณาจักรจามปา ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาสูง สะท้อนความรุ่งโรจน์ในอดีตของเวียดนามได้ชัดเจน เชื่อว่าต้องถูกใจนักท่องเที่ยวที่หลงใหลศิลปะวัฒนธรรมอย่างแน่นอน
10.พระราชวังเว้ (Complex of Hue Monuments)
อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของเวียดนามที่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลสืบต่อมาจากประเทศจีน ทั้งสิ่งปลูกสร้าง การใช้สี สัญลักษณ์ ไปจนถึงรูปแบบอักษรภาษาจีนที่ ต่างออกไปอีกแบบ ตัวพระราชวังถูกออกแบบให้เป็นอาณาจักรของกษัตริย์ภายในป้อมปราการแน่นหนาถึง 3 ชั้น ในอดีต เว้ เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามอยู่นานราว 400 ปี ที่นี่จึงเต็มไปด้วยร่องรอยของความรุ่งเรืองของระบอบกษัตริย์ มากด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไว้ตั้งแต่ปี 2536 เที่ยวเวียดนามครั้งนี้ยังไงก็ต้องไปให้ได้ นอกจากพระราชวังหลักแล้ว ยังมีสุสานพระจักรพรรดิต่าง ๆ รอบเมืองเว้ อาทิ สุสานพระเจ้ามินห์หมั่ง และสุสานพระเจ้าตือดึ๊ก ที่มีความงดงามและสงบเงียบน่าแวะเยี่ยมชม
11.หาดญาจาง (Nha Trang)
ปิดทริปเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเองที่เมืองตากอากาศริมชายฝั่งทะเลที่เป็นมากกว่าชายหาด เพราะวันนี้ญาจางถูกเนรมิตให้มีชีวิตชีวา เหมาะกับการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยคาเฟ่ริมชายหาด อิ่มอร่อยกับนานาร้านอาหาร หรือเลือกเดินผ่อนคลายเลียบผืนทรายได้เช่นกัน ในบริเวณใกล้กันก็มีปราสาทแห่งอาณาจักรจามให้เรียนรู้ศิลปะโบราณ รวมถึงสวนสนุกขนาดใหญ่ และที่สำคัญ ค่าครองชีพที่นี่มีระดับใกล้เคียงกับประเทศไทย และสามารถเดินทางเชื่อมต่อถึงกันได้ด้วยรถโดยสารประจำทาง นอกจากนั้น ยังสามารถเดินทางไปได้ง่าย ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก เพียงบินตรงจากประเทศไทยลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติกามซัญ และเดินทางด้วยรถต่อไปอีกประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้ว
12. นครโฮจิมินห์ Ho Chi Minh City
นครโฮจิมินห์ หรือ Saigon คือเมืองที่ไม่เคยหลับใหลและเต็มไปด้วยพลังงาน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ พิพิธภัณฑ์ War Remnants Museum ที่เล่าเรื่องสงครามเวียดนามอย่างตรงไปตรงมา, โบสถ์นอเทรอดาม (Notre-Dame Cathedral Basilica), ที่ทำการไปรษณีย์กลาง (Saigon Central Post Office) สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสงดงาม, ตลาด Bến Thành ศูนย์รวมสินค้าและอาหารพื้นเมือง และย่านอุโมงค์กู๋จี (Cu Chi Tunnels) ระบบอุโมงค์ใต้ดินจากยุคสงครามที่น่าสำรวจ
13. ดาลัต Da Lat
ดาลัต (Da Lat) คือ "ปารีสแห่งเวียดนาม" เมืองบนที่สูงกว่า 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายตลอดปี เต็มไปด้วยไร่ดอกไม้ สวนสตรอว์เบอร์รี และไร่ชาที่สวยงาม ไฮไลต์คือ Crazy House หรือ Hằng Nga Guesthouse บ้านสถาปัตยกรรมสุดแปลกตาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก, ทะเลสาบ Xuan Huong ใจกลางเมือง, ตลาดกลางคืนดาลัตที่เต็มไปด้วยอาหารและสินค้าท้องถิ่น และน้ำตก Datanla ที่สามารถนั่งรถ Alpine Coaster ลงเขาได้อย่างตื่นเต้น
14. ฟู้ก๊วก Phu Quoc
เกาะฟู้ก๊วก (Phu Quoc) คือเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และเป็นที่เที่ยวเวียดนามสายบีชที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสสีฟ้าคราม และบรรยากาศแบบเขตร้อนที่สมบูรณ์ กิจกรรมยอดนิยมได้แก่ ดำน้ำดูปะการัง, นั่งกระเช้าข้ามทะเล Vinpearl Cable Car ที่ยาวที่สุดในโลก, เยี่ยมชมโรงงานผลิตน้ำปลาและพริกไทยที่มีชื่อเสียง รวมถึงชม Sunset Sanato ยามพระอาทิตย์ตกดิน เดินทางสะดวกด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ
15. หมู่บ้านวัฒนธรรมซาปา Sa Pa
ซาปา (Sa Pa) คือที่เที่ยวเวียดนามเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์นาขั้นบันไดที่สวยงามที่สุดในเอเชีย ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงใกล้ชายแดนจีน อากาศเย็นสบายตลอดปี เต็มไปด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลากหลายกลุ่ม อาทิ Hmong ดำ, Red Dao และ Tay ที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม ไฮไลต์คือ Fansipan ยอดเขาสูงสุดของอินโดจีน (3,147 เมตร) ที่สามารถขึ้นได้ทั้งเดินเท้าและนั่งกระเช้า รวมถึงหมู่บ้าน Cat Cat Village และ Ta Van Village ที่มีวัฒนธรรมงานฝีมือที่น่าสนใจ
16. นิงบิงห์ Ninh Binh
นิงบิงห์ (Ninh Binh) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ฮาลองบก" คือที่เที่ยวเวียดนามที่มีทิวทัศน์เขาหินปูนสวยงามคล้ายฮาลองเบย์แต่อยู่บนบก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ Trang An Landscape Complex มรดกโลก UNESCO ที่สามารถนั่งเรือพายชมถ้ำและทิวทัศน์งดงาม, หมู่บ้านวัดบ๋ายดิงห์ (Bai Dinh Pagoda) วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Tam Coc หุบเขาสามถ้ำที่มีชื่อเสียง เดินทางได้ง่ายจากฮานอยเพียง 2 ชั่วโมง
17. เมืองดานัง Da Nang
ดานัง (Da Nang) คือเมืองท่าขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างเวียดนามเหนือและใต้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในดานัง นอกจากบานาฮิลล์แล้ว ยังมีสะพานมังกร (Dragon Bridge) สัญลักษณ์ของเมืองที่จะพ่นไฟและพ่นน้ำในคืนวันศุกร์และเสาร์, หาด My Khe Beach หาดทรายขาวยาวกว่า 30 กิโลเมตร, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Cham (Museum of Cham Sculpture) และ Marble Mountains กลุ่มภูเขาหินอ่อน 5 ลูกที่มีวัดและถ้ำให้สำรวจ
18. หมู่เกาะลีเซิน Ly Son Island
เกาะลีเซิน (Ly Son Island) คือที่เที่ยวเวียดนามที่ยังคงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เป็นที่รู้จักในชื่อ "เกาะกระเทียม" เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตกระเทียมชื่อดังของเวียดนาม เกาะแห่งนี้มีทิวทัศน์ภูเขาไฟดับแล้วที่งดงาม น้ำทะเลใสมีปะการังสวยงาม รวมถึงประภาคารเก่าแก่และวัดประมงท้องถิ่นที่มีบรรยากาศสงบเงียบ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายและสัมผัสเวียดนามในแบบที่แท้จริง
19. หมู่บ้านนาขั้นบันได Mu Cang Chai
มูคังไฉ่ (Mu Cang Chai) คือที่เที่ยวเวียดนามเหนือที่มีนาขั้นบันไดสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในจังหวัด Yen Bai ห่างจากฮานอยประมาณ 300 กิโลเมตร ช่วงที่สวยที่สุดคือฤดูเก็บเกี่ยวเดือนกันยายน-ตุลาคม เมื่อนาขั้นบันไดเปลี่ยนเป็นสีทองสะท้อนแสงแดดตัดกับท้องฟ้าสีครามอย่างงดงาม เหมาะสำหรับนักถ่ายภาพและผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ การเดินทางสะดวกด้วยรถยนต์หรือรถบัสจากฮานอย
20. สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง Mekong Delta
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) คือหนึ่งในที่เที่ยวเวียดนามที่ให้สัมผัสวิถีชีวิตชาวน้ำแบบดั้งเดิมที่หาไม่ได้จากที่ไหน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางกิโลเมตรในภาคใต้ของเวียดนาม ประกอบด้วยลำคลองและเกาะน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน กิจกรรมยอดนิยมได้แก่ ล่องเรือชมตลาดน้ำ Cái Răng ที่คึกคักตั้งแต่รุ่งสาง เยี่ยมชมสวนผลไม้เขตร้อนและชิมผลไม้สดจากสวน เยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรมที่ยังผลิตเครื่องจักสาน ขนมพื้นบ้าน และผ้าไหม รวมถึงนั่งเรือพายชมระบบนิเวศป่าชายเลนและสวนมะพร้าวที่อุดมสมบูรณ์ เมือง Cần Thơ คือศูนย์กลางหลักของภูมิภาคนี้ เดินทางจากโฮจิมินห์ซิตี้เพียง 3-4 ชั่วโมง เหมาะสำหรับทริปเดย์ทริปหรือพักค้างคืน 1-2 คืน เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศวิถีชาวน้ำอย่างเต็มอิ่ม
ประเทศเวียดนามยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางไปสัมผัสอีกมากมาย แต่หากต้องการเดินทางท่องเที่ยวเวียดนามเกินกว่า 30 วัน นักท่องเที่ยวชาวไทยจำเป็นต้องขอวีซ่า ก่อนออกเดินทางไปเที่ยวเวียดนาม อย่าลืมเพิ่มความอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยการ ซื้อประกันการเดินทางจาก Chubb Travel Insurance พร้อมแนบแผนประกันการเดินทางต่างประเทศที่มีคุ้มครองาที่ตอบโจทย์ทริป ไม่ว่าจะทริปนี้หรือทริปไหน พกไปก็อุ่นใจได้เสมอ สนใจประกันภัยการเดินทางชับบ์ สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์หรือ โทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: Vietnam.Travel , Lonely Planet
คำถามที่พบบ่อย
Q: คนไทยต้องทำวีซ่าก่อนเที่ยวเวียดนามหรือไม่?
A: คนไทยได้รับการยกเว้นวีซ่าเวียดนามสำหรับการพำนักไม่เกิน 45 วัน (ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา) แต่ยังคงต้องใช้พาสปอร์ตที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน และแนะนำให้ลงทะเบียน E-visa ล่วงหน้าหากวางแผนพำนักนานหรือต้องการความสะดวกในการเข้าออก
Q: สกุลเงินเวียดนามคืออะไร และควรแลกเงินอย่างไร?
A: สกุลเงินของเวียดนามคือ ด่ง (VND - Vietnamese Dong) อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณอยู่ที่ 1 บาท ≈ 700-800 ด่ง แนะนำให้แลกเงินที่ร้านแลกเงินในเวียดนามจะได้อัตราที่ดีกว่าสนามบินหรือธนาคารในไทย หรือใช้บัตร ATM กดเงินที่เวียดนามก็สะดวก ควรระวังการหลอกลวงจากร้านแลกเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ
Q: ฤดูกาลท่องเที่ยวเวียดนามเหนือและใต้แตกต่างกันอย่างไร?
A: เวียดนามมีภูมิอากาศแตกต่างกันตามภาค เวียดนามเหนือ (ฮานอย, ซาปา) มี 4 ฤดูกาล ช่วงดีที่สุดคือเดือนตุลาคม-เมษายน เวียดนามกลาง (ดานัง, ฮอยอัน) ช่วงดีที่สุดคือเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ส่วนเวียดนามใต้ (โฮจิมินห์, ฟู้ก๊วก) มีอากาศร้อนชื้นตลอดปี ช่วงแห้งแล้งคือเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
Q: อาหารเวียดนามที่ไม่ควรพลาดมีอะไรบ้าง?
A: เวียดนามมีอาหารประจำชาติที่ขึ้นชื่อระดับโลกหลายอย่าง ได้แก่ เฝอ (Phở) ก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปกระดูก, บั้nh mì ขนมปังสอดไส้แบบเวียดนาม, บั้nh xèo แพนเค้กกรอบใส่หมูกุ้ง, Gỏi cuốn ปอเปี๊ยะสด, Bún bò Huế ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสไตล์เว้ และ Cơm tấm ข้าวหักกับหมูย่างสไตล์โฮจิมินห์ แต่ละภาคมีความเชี่ยวชาญในอาหารที่แตกต่างกัน
Q: เที่ยวเวียดนามควรระวังอะไรบ้าง?
A: ข้อควรระวังเมื่อเที่ยวเวียดนาม ได้แก่ ระมัดระวังมิจฉาชีพในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะการโดนเรียกเก็บเงินเกินราคา ควรต่อรองราคาก่อนใช้บริการรถตุ๊กตุ๊ก รถจักรยานยนต์รับจ้าง และอาหารตามถนน นอกจากนี้ควรระวังการจราจรที่หนาแน่นมากในเมืองใหญ่ รวมถึงการซื้อของลอกเลียนแบบที่ผิดกฎหมาย และดื่มน้ำขวดแทนน้ำประปา