15 ที่เที่ยวจอร์เจีย สวยงามฟิลยุโรป ในงบสบายกระเป๋า พร้อมข้อมูลก่อนออกทริป
ชับบ์ ชวนคุณเก็บกระเป๋าเดินบินลัดฟ้าประมาณ 8-9 ชั่วโมง เพื่อไปสัมผัสกับดินแดนเก่าแก่ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่มีอายุกว่า 3,000 ปี ‘จอร์เจีย’ (Georgia) ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งเขตทวีปยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตก ดินแดนที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวและเมืองมรดกโลกจาก UNESCO อดีตศูนย์กลางวัฒนธรรมและการค้าสำคัญบนเส้นทางสายไหม ที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวจอร์เจียยังถูกกว่ายุโรปตะวันตกค่อนข้างเยอะ นักท่องเที่ยวงบกลาง ๆ ตกประมาณวันละ 50-125 USD (ราว 1,700-4,300 บาท) ก็เที่ยวสบายแล้ว เราคัดสรร 15 ที่เที่ยวจอร์เจียห้ามพลาด โดยคนไทยสามารถเดินทางไปจอร์เจียโดยไม่ต้องขอวีซ่าและพักได้ยาวถึง 365 วันตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของจอร์เจียที่แก้ไขในปี ค.ศ. 2015 ทั้งยังเป็นสถานที่เที่ยวสุดโปรดของคนรักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง
อัปเดตสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวปี 2026 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2026 รัฐบาลจอร์เจียบังคับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องมีประกันสุขภาพและอุบัติเหตุที่คุ้มครองขั้นต่ำ 30,000 GEL (ราว 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศ ถ้าไม่มีอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ หรือเสียค่าปรับ 300 GEL การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) เพื่อความอุ่นใจ จึงไม่ใช่แค่ "ทางเลือก" แต่กลายเป็น "เงื่อนไขในการเข้าประเทศ" ไปแล้ว พร้อมแล้วก็มาติวเข้มเมืองน่าเที่ยวกันดีกว่า!
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- อัปเดต 15 ที่เที่ยวจอร์เจีย ห้ามพลาดปี 2026
- เมืองหลวงทบิลิซี (Tbilisi)
- โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church)
- คาซเบกิ (Kazbegi)
- มิชเคห์ตา (Mtskheta)
- อนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจีย (Russia–Georgia Friendship Monument)
- หมู่บ้านจูทา (Juta Valley)
- หมู่บ้านมรดกโลกอุชกูลลิ (Ushguli)
- สกีรีสอร์ทกูเดาริ (Gudauri Ski Resort)
- ถ้ำอัพลิสซิเค (Uplistsikhe)
- บอร์โจมิ (Borjomi)
- เมสเตีย (Mestia)
- บาทูมิ (Batumi)
- ซิกนากิ (Sighnaghi)
- วาร์ดเซีย (Vardzia)
- ป้อมปราการอนานูริ (Ananuri Fortress)
- เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี?
อัปเดต 15 ที่เที่ยวจอร์เจีย ห้ามพลาดปี 2026
1. เมืองหลวงทบิลิซี (Tbilisi)
เป็นเมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย และเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,500 ปี เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ทั้งสีสันของอาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของแต่ละยุคสมัยไว้อย่างดี รายล้อมด้วยภูเขาสูงใหญ่และวิวทะเลที่สวยงามราวภาพวาด หากมีโอกาสได้มาท่องเที่ยวเมืองทบิลิซีแล้วไม่ควรพลาดย่านเมืองเก่า, โบสถ์ Sameba, ป้อมปราการ Narikala, ถ่ายรูปมุมสวยของสะพานแห่งสันติภาพ (Bridge of Peace) และนั่งเคเบิลคาร์จากสวนไรค์ (Rike Park) ขึ้นไปชมวิวพาโนรามาบนป้อมปราการนาริกาลา (Narikala) รับรองว่า คุณจะตกหลุมรักเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้จนหมดใจ
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือ การไป "แช่บ่อน้ำพุร้อนกำมะถัน" (Abanotubani) ในย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของชื่อ "ทบิลิซี" ที่แปลว่า "อบอุ่น" ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อคน ส่วนของกินก็ราคาน่ารัก ขินคาลี (Khinkali) เกี๊ยวซ่าจอร์เจียลูกใหญ่ ๆ ราคาประมาณ 1.50-2.50 GEL ต่อชิ้น (ราว 20-30 บาท) และคาชาปูริ (Khachapuri) ขนมปังชีสอบสไตล์จอร์เจียที่ใคร ๆ ก็ติดใจ
2. โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church)
หนึ่งในโบสถ์ที่สวยงามที่สุดในโลกตั้งอยู่บนยอดเขา Kazbegi ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลราว 2,170 เมตร สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 ในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จีที่ 5 (King Giorgi V) แห่งจอร์เจีย ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูศาสนาและการรวมประเทศหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกล ด้วยความงดงามของเทือกเขาคอเคซันอันตระการตาและแม่น้ำ Aragvi ที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่าง ทำให้โบสถ์เกอร์เกตี้กลายเป็นแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงและเป็นภาพจำสำคัญของจอร์เจีย (แม้ตัวโบสถ์เองจะไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยตรง แต่เป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันมากที่สุด) โบสถ์แห่งนี้อยู่ห่างจากทบิลิซี ประมาณ 160 กิโลเมตร คุณสามารถเดินทางไปโดยรถยนต์ รถบัส หรือรถไฟ จากนั้นคุณสามารถเดินป่าขึ้นเขาเพื่อไปยังโบสถ์ (ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง) หรือนั่งรถม้าขึ้นไปก็ได้เช่นกัน
3. คาซเบกิ (Kazbegi)
เมืองคาซเบกิเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “สเตปันต์สมินดา” (Stepantsminda) ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัสที่ความสูง 2,170 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เมืองท่องเที่ยวแห่งนี้โด่งดังในเรื่องความงดงามของภูเขาคาซเบก (Mount Kazbek) ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของจอร์เจีย โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “Gergeti Trinity Church” โบสถ์เก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ที่มีทิวทัศน์แนวเทือกเขาคาซเบกิอันยิ่งใหญ่เป็นแบ็คกราวน์ รวมถึง “หมู่บ้านสเตปันต์สมินดา” (Stepantsminda) จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคนรักธรรมชาติ การผจญภัย และคนที่อยากสัมผัสกับวัฒนธรรมจอร์เจียแบบดั้งเดิม และ “อุทยานแห่งชาติคาซเบกิ” (Kazbegi National Park) ผืนป่ากว้างใหญ่ของเทือกเขาคอเคซัส ที่มีพืชพรรณและสัตว์หลากหลายชนิด ท่ามกลางภูมิทัศน์อันน่าทึ่ง แล้วยังมีกิจกรรมกลางแจ้งท้าทายให้เลือก ๆ อย่างการปีนเขา เดินป่า และขี่ม้า
4. มิชเคห์ตา (Mtskheta)
อดีตเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของจอร์เจีย และหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีผู้คนพักอาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 จนถึงปัจจุบันที่มีประชากรราว 8,000 คน ในช่วงเวลาก่อนคริสตกาลมิชเคห์ตาเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโบราณแห่งไอบีเรีย (Ancient Kingdom of Iberia) นานเกือบหนึ่งพันปี อดีตเมืองหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นความสวยงามของแม่น้ำมตกวารี (Mtkvari River) ที่ทอดตัวยาวตาม บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำ Mtkvari และ Aragvi อยู่ห่างจากเมืองทบิลิซีเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น
มิชเคห์ตาเป็นเมืองมรดกโลกของ UNESCO ที่เต็มไปด้วยโบสถ์เก่าแก่และอารามโบราณมากมาย ด้วยภูมิประเทศที่สวยงามของบ้านเรือนที่ยังคงเสน่ห์ของยุคกลางไว้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงามและได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมถึง 3 แห่ง ได้แก่ โบสถ์คริสต์ออร์โธด็อกซ์แห่งศตวรรษที่ 11 ที่ใหญ่ที่สุดในจอร์เจีย เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานเสื้อคลุมของพระเยซู, อารามเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์เจียสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 และเป็นสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์จอร์เจียหลายพระองค์ และ อารามเก่าแก่แห่งศตวรรษที่ 6 ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มองเห็นวิวเมืองมิชเคห์ตาได้อย่างสวยงาม
5. อนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจีย (Russia–Georgia Friendship Monument)
ท่ามกลางอ้อมกอดของหุบเขา Jvari และหุบเขาปีศาจ (Devil’s Valley) แห่งเทือกเขาคอเคซัส มีจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์เจีย “อนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจีย” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Dariali Arch” อนุสาวรีย์หินคอนกรีตทรงกลมสูง 30 เมตร และกว้าง 40 เมตร โอบล้อมด้วยเสาหินที่โค้งเข้าหากันและประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกหลากสีสัน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นิทานพื้นบ้าน และวิถีชีวิตของผู้คนชาวรัสเซียและจอร์เจีย
อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนทางหลวงสายทหารระหว่างเมืองกูดาอูรี (Gudauri) กับเมืองคาซเบกิ (Kazbegi) ในประเทศจอร์เจีย สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1983 เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหภาพโซเวียตและจอร์เจีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปีของสนธิสัญญา Georgievsk
ซึ่งการเดินทางไปชมวิวสวย ๆ ของอนุสาวรีย์แห่งนี้ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะคุณสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทบิลิซี (Tbilisi) ไปยังเมืองคาซเบกิ (Kazbegi) โดยรถบัสจะจอดที่อนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจีย หรือนั่งรถแท็กซี่จากเมืองทบิลิซี (Tbilisi) ไปยังอนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจียก็ได้เช่นกัน
6. หมู่บ้านจูทา (Juta Valley)
หนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส ห่างจากเมืองทบิลิซีประมาณ 200 กิโลเมตร ด้วยความงดงามของธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ของภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี เสน่ห์ของแม่น้ำ Jutistskali และแม่น้ำ Chaukhistskali ที่ทอดตัวยาวลัดเลาะตามหุบเขาเกิดเป็นภาพอันสวยงามราวสรวงสวรรค์ ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี และทุ่งดอกไม้ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาดตาในฤดูหนาว ทำให้หมู่บ้านจูทาได้รับการยกย่องให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งจอร์เจียเลยก็ว่าได้ แนะนำให้เช่ารถขับมาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ หรือสามารถเลือกใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นจากเมืองทบิลิซีมาที่หมู่บ้านจูทาก็ได้เช่นกัน นับเป็นที่เที่ยวจอร์เจียที่สายธรรมชาติไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง!
7. หมู่บ้านมรดกโลกอุชกูลลิ (Ushguli)
หมู่บ้านที่สูงที่สุดในยุโรปตั้งอยู่บนความสูง 2,200 เมตร (7,218 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล และมีประชากรอาศัยอยู่ราว 300 คน เลื่องชื่อด้วยหอคอยหินเก่าแก่หลายแห่งและโบสถ์เก่าแก่ ชาวเมืองอุซกูลลิยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความสวยงามของเมืองบนยอดเขาแห่งนี้ ทำให้อุซกูลลิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 หมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรม Svaneti แบบดั้งเดิม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม Svaneti ที่ไม่เหมือนใคร และสัมผัสกับความงดงามของเทือกเขาคอเคซัส
8. สกีรีสอร์ทกูเดาริ (Gudauri Ski Resort)
อีกหนึ่งเมืองสวยราวภาพวาดเจ้าของฉายา “สวิตเซอร์แลนด์แห่งจอร์เจีย” กูเดาริเป็นสกีรีสอร์ทบนเทือกเขา Greater Caucasus ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,200 เมตร และห่างจากทบิลิซีประมาณ 120 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าสกีรีสอร์ทกูเดาริจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูหนาวของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งกินเวลายาวนานตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายนของทุกปี ท่ามกลางภูมิประเทศที่หลากหลายเหมาะสำหรับนักเล่นสกีและสโนว์บอร์ดตั้งแต่ระดับ beginner จนถึงมืออาชีพ สกีรีสอร์ทแห่งนี้ยังมีทิวทัศน์อันสวยงามราวต้องมนต์ ให้คุณเพลิดเพลินกับวิวภูเขาหิมะ ฟินกับอาหารพื้นเมือง ไวน์ที่มีเสน่ห์ และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ ส่วนหน้าร้อนก็สนุกกับการเดินป่าและปีนเขาได้อีกด้วย
9. ถ้ำอัพลิสซิเค (Uplistsikhe)
อีกหนึ่งเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 แกะสลักจากหินภูเขาที่มีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมืองโบราณแห่งนี้เคยมีผู้คนอาศัยอยู่มากกว่า 20,000 คน โดดเด่นด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมหินตัดรูปแบบต่าง ๆ จากอนาโตเลีย (Anatolia) และอิหร่าน รวมถึงสถาปัตยกรรมนอกรีตและคริสเตียนที่อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว สร้างขึ้นบนหน้าผาหินทรายที่มองเห็นวิวแม่น้ำ Mtkvari อันสวยงาม ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการค้าที่สำคัญของประเทศ รวมถึงเป็นที่ตั้งของโบสถ์ถ้ำ (Cave Church) อาราม พระราชวัง และชุมชนเก่าแก่ที่สุดในจอร์เจีย ถ้ำอัพลิสซิเคอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของ UNESCO ที่รอการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์เจีย ที่คุณสามารถเดินชมความน่าทึ่งของสถาปัตยกรรมโบราณ และเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน
เมืองถ้ำโบราณทางตะวันตกเฉียงเหนือของจอร์เจีย อยู่ห่างจากเมืองทบิลิซีประมาณ 100 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยรถประจำทางจากทบิลิซีไปยังเมืองกอรี (Gori) จากนั้นคุณสามารถต่อรถแท็กซี่หรือมินิบัสไปยังถ้ำอัพลิสซิเคได้ นอกจากนี้ ยังมีบริษัททัวร์มากมายที่พร้อมจะพาคุณออกเดินทางจากเมืองทบิลิซีไปยังถ้ำอัพลิสซิเคได้อย่างสะดวกสบาย
10. บอร์โจมิ (Borjomi)
หากคุณหลงรักการน้ำพุร้อนหรือ “แช่ออนเซน” คุณต้องไม่พลาดเมืองตากอากาศเล็ก ๆ ที่รุ่มรวยด้วยน้ำพุน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาติ บนยอดเขา Borjomi ภายในอุทยานแห่งชาติ Borjomi-Kharagauli ห่างจากทบิลิซีประมาณ 165 กิโลเมตร โดยน้ำแร่ Borjomi เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของจอร์เจียและเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมทั่วประเทศ เชื่อกันว่าน้ำแร่ของบอร์โจมิมีสรรพคุณทางยาและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเพลินกับการดื่มน้ำแร่ได้ที่ Mineral Water Pump Room อาคารที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หรือจะแช่น้ำพุร้อนได้ที่สปารีสอร์ทที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ก็ได้เช่นกัน
11. เมสเตีย (Mestia)
เมืองเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือน Hidden Gem ของจอร์เจีย ตั้งอยู่บนที่สูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในเทือกเขาคอเคซัส ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์อันสวยงามราวภาพวาด ด้วยยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ หุบเขาเขียวชอุ่ม ทะเลสาบที่สะอาดบริสุทธิ์ และน้ำตกที่ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวที่หลงรักธรรมชาติและการผจญภัยใต้แสงแดดอุ่น เมสเตียยังรุ่มรวยด้วยมรดกทางวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม Svaneti ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะ Svaneti Towers หอคอยหินยุคกลางตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 9-11 ด้วยแนวคิดของตระกูลสวาน (Svan) เพื่อป้องกันเมืองจากผู้รุกรานและชาวมองโกล โดยหอคอยเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เห็นได้จากบ้านหลายหลังในเมืองจะมีหอคอย Svaneti คล้ายปล่องไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่รอบ ๆ เมือง
12. บาทูมิ (Batumi)
อีกหนึ่งเมืองตากอากาศริมทะเลดำที่สวยงามที่สุดในจอร์เจีย บาทูมิเป็นเมืองหลวงของเขตปกครองตนเอง Adjara และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ โดดเด่นด้วยชายฝั่งทะเลดำที่สวยงาม สถาปัตยกรรมร่วมสมัย และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศอุ่นสบาย ใครมาเที่ยวบาทูมิแล้วไม่ควรพลาด The Alphabetic Tower หอคอยสูงกว่า 130 เมตร ที่นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวทิวทัศน์ของท้องฟ้า ทะเลสีคราม และความทันสมัยของเมืองได้กว้างไกลสุดสายตา ความสวยงามของเมืองตากอากาศริมทะเลแห่งนี้ ทำให้บาทูมิติดอันดับ 1 ใน 5 เมืองตากอากาศที่ดีที่สุดของโลกโดยนิตยสาร Forbes เช่นเดียวกับ American Hospitality Academy ที่ยกย่องให้เป็น สถานที่ท่องเที่ยวจอร์เจียที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ในปี ค.ศ. 2012
นอกจาก The Alphabetic Tower แล้ว ยังมีรูปปั้น Ali and Nino รูปปั้นเหล็กชาย-หญิงสูง 8 เมตรที่เคลื่อนไหวเข้าหากันและทะลุผ่านกันได้ทุก 10 นาที กลายเป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวมารอชมตอนพระอาทิตย์ตก พร้อมกับเดินเล่นริม Batumi Boulevard ทางเดินเลียบทะเลที่มีคนเล่นจักรยานและสเก็ตบอร์ดอย่างคึกคัก
13. ซิกนากิ (Sighnaghi) เมืองแห่งความรัก
เมืองเล็ก ๆ บนเนินเขาในภูมิภาคคาเคติ (Kakheti) ทางตะวันออกของจอร์เจีย ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งความรัก" (City of Love) ของจอร์เจีย ขึ้นชื่อเรื่องบ้านเรือนหลังคาสีแดงสไตล์ทัสคานี ถนนปูหินเก่าแก่ และวิวพาโนรามาของหุบเขา Alazani Valley กับเทือกเขาคอเคซัสเป็นแบ็คกราวด์ ใครมาเที่ยวจอร์เจียแล้วยังไม่ได้แวะซิกนากิ ถือว่าพลาดของดี เมืองนี้มีกำแพงเมืองโบราณยุคศตวรรษที่ 18 ยาวกว่า 4.5 กิโลเมตรพร้อมหอคอย 23 หอ ให้เดินสำรวจแบบจุใจ และที่พลาดไม่ได้คือ Bodbe Monastery อารามเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังศพของ St. Nino นักบุญผู้นำศาสนาคริสต์มาสู่จอร์เจีย
ที่เด็ดสุดของซิกนากิคือ การเป็น "ใจกลางเขตไวน์คาเคติ" แหล่งผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จอร์เจียถือเป็นต้นกำเนิดการทำไวน์อายุกว่า 8,000 ปี ที่ใช้ไหดินเผาแบบโบราณที่เรียกว่า "qvevri" (เควฟรี) ฝังลงใต้ดิน ราคาทัวร์ไวน์ครึ่งวันรวมการชิม 5-6 แก้วเริ่มต้นที่ 35-50 USD ต่อคน ใครจะให้โรแมนติกขึ้นไปอีก ซิกนากิยังมี "สำนักงานทะเบียนสมรส" ที่เปิด 24 ชั่วโมง ตรงกลางเมือง ให้คู่รักจดทะเบียนได้ตลอดเวลา
14. วาร์ดเซีย (Vardzia) เมืองถ้ำในหน้าผา
ใครคิดว่าถ้ำอัพลิสซิเคน่าทึ่งแล้ว ต้องมาดูวาร์ดเซีย เมืองถ้ำขนาดมหึมาในจอร์เจียทางตอนใต้ใกล้ชายแดนตุรกีและอาร์เมเนีย วาร์ดเซียถูกแกะสลักลงไปในหน้าผาหินของภูเขา Erusheti สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีทามาร์ (Queen Tamar) สตรีคนแรกในประวัติศาสตร์จอร์เจียที่ได้รับการสถาปนาเป็น "กษัตริย์" ไม่ใช่ราชินี เพื่อเป็นทั้งอารามและฐานทัพต่อต้านการรุกรานของมองโกล ที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนอาศัยอยู่กว่า 60,000 คน
เมืองถ้ำแห่งนี้มี 13 ชั้น 400 กว่าห้อง รวมถึงโบสถ์เก่าแก่ 13 แห่ง ห้องเก็บไวน์โบราณ 25 ห้องพร้อมไหดินเผา qvevri 185 ใบ ทอดยาวกว่า 500 เมตรตามแนวหน้าผา จุดเด่นคือ Church of the Dormition ที่ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังศตวรรษที่ 12 หลงเหลืออยู่ในสภาพสวยงาม วาร์ดเซียอยู่ห่างจากทบิลิซีประมาณ 270 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4-5 ชั่วโมง แนะนำให้ไปทัวร์แบบ 1 วันจาก Akhaltsikhe หรือ Borjomi และใช้เวลาเดินสำรวจอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงถึงจะคุ้ม ค่าเข้าประมาณ 15 GEL
15. ป้อมปราการอนานูริ (Ananuri Fortress) ปราสาทริมทะเลสาบ
แหล่งท่องเที่ยวจอร์เจียแหล่งต่อมาคือ ป้อมปราการอนานูร ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zhinvali สีฟ้าใสบนทางหลวงสายทหารจอร์เจีย (Georgian Military Highway) ห่างจากทบิลิซีไปทางเหนือประมาณ 72 กิโลเมตร ป้อมปราการอนานูริเป็นจุดแวะพักยอดนิยมระหว่างทางไปคาซเบกิ สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เคยเป็นฐานที่มั่นของเหล่าดยุคแห่งตระกูล Aragvi ที่ปกครองพื้นที่นี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ที่นี่ยังอยู่ในรายชื่อรอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2007
ภายในกำแพงป้อมปราการมีโบสถ์เก่าแก่ 2 แห่ง คือ Church of the Virgin (โบสถ์เก่ากว่า) และ Church of the Mother of God (โบสถ์ที่ใหญ่กว่า) ทั้งสองสร้างในศตวรรษที่ 17 มีภาพเฟรสโกโบราณและฉากปั้นนูนต่ำที่ละเอียดสวยงาม ถ้ามาที่นี่ขอแนะนำให้ปีนขึ้นไปบนหอคอยเพื่อเก็บภาพมุมสูงของป้อมปราการ ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ และเทือกเขาคอเคซัสเป็นพื้นหลัง ภาพแบบนี้แทบทุกบล็อกเกอร์ที่เคยมาจอร์เจียต้องโพสต์ ค่าเข้าฟรี เปิดให้เข้าชมตลอด แต่โบสถ์ภายในเปิดแค่ช่วงกลางวัน
เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี?
คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า จอร์เจียเป็นประเทศที่มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจและคุณสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความชื่นชอบของแต่ละคน โดยแต่ละฤดูกาลก็จะมีสภาพอากาศและวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น
- ฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16-31 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การท่องเที่ยวเมืองหลวงทบิลิซี เมืองตากอากาศริมทะเล และคนที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเดินป่า ปีนเขา และกางเต็นท์
- ฤดูใบไม้ร่วงระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายนของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 4-20 องศาเซลเซียส ใครที่ชื่นชอบใบไม้เปลี่ยนสีไม่ควรพลาดฤดูกาลนี้
- ฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -3 ถึง 8 องศาเซลเซียส เหมาะกับคนที่ชื่นชอบอากาศหนาว วิวทิวทัศน์สวยงามของภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ และสกีรีสอร์ทยอดนิยม
- ฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-24 องศาเซลเซียส เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่ผลิบานในเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติหลายแห่ง
ต้องบอกว่าคุณสามารถไปเที่ยวจอร์เจียได้ทุกฤดูกาล แล้วงบการเดินทางยังประหยัดกว่าหลายประเทศในยุโรปอีกด้วย แต่ปี 2026 มีข้อบังคับใหม่ที่นักเดินทางทุกคนต้องรู้ รัฐบาลจอร์เจียประกาศใช้กฎหมาย "On Tourism" บังคับให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแสดงกรมธรรม์ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยต้องมีความคุ้มครองขั้นต่ำ 30,000 GEL ครอบคลุมตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศ ใครไม่มีจะเข้าประเทศไม่ได้ หรือถูกปรับ 300 GEL อย่าลืมวางแผนการเดินทางอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะการเลือกประกันที่ตรงตามข้อกำหนดของจอร์เจีย กรมธรรม์ต้องระบุชื่อ-นามสกุล ระยะเวลาความคุ้มครอง วงเงินคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ ที่สำคัญ ต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือจอร์เจีย และนำมาแสดงในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แค่มีประกันภัยเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) คุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาลตามมาตรฐานใหม่ของจอร์เจีย ครอบคลุมการชดเชยไฟลต์ดีเลย์ และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งแผนรายเที่ยวสำหรับทริปสั้นและแผนรายปีสำหรับนักเดินทางตัวยง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณเที่ยวจอร์เจียได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สอบถามได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าชับบ์ โทร. 0 2611 4242
**อ้างอิง: U.S. Embassy in Georgia , Ministry of Foreign Affairs of Georgia
คำถามที่พบบ่อย
Q: เที่ยวจอร์เจีย 1 สัปดาห์ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ถึงจะพอ?
A: สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากเที่ยวจอร์เจียแบบสบาย ๆ ไม่ลำบาก ตกประมาณวันละ 50-125 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,700-4,300 บาท ครอบคลุมที่พักโรงแรม 3 ดาว อาหาร 3 มื้อ ค่าเดินทางในประเทศ และค่าเข้าชมสถานที่ ถ้านับ 1 สัปดาห์รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่ราคาประมาณ 25,000-40,000 บาท งบรวมตกราว 50,000-70,000 บาทต่อคน ส่วนสายแบ็คแพ็คเกอร์ที่นอนเกสต์เฮาส์และเดินทางด้วยมาร์ชรุตกา อาจใช้แค่ราว 30,000-40,000 บาท
Q: ภาษาที่ใช้ในจอร์เจียคืออะไร พูดภาษาอังกฤษได้ไหม?
A: ภาษาราชการของจอร์เจียคือภาษาจอร์เจีย (Georgian) ซึ่งมีตัวอักษรเฉพาะของตัวเองที่ดูเหมือนงานศิลปะมากกว่าตัวหนังสือ ในเมืองใหญ่อย่างทบิลิซีและบาทูมิ คนรุ่นใหม่และพนักงานในแหล่งท่องเที่ยวพูดอังกฤษได้พอใช้ แต่ในเมืองเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลอาจสื่อสารยากหน่อย แนะนำให้ดาวน์โหลด Google Translate แบบออฟไลน์ติดเครื่องไว้ ภาษารัสเซียก็ยังใช้กันแพร่หลายในกลุ่มผู้สูงอายุเป็นทางเลือกสำรอง
Q: สกุลเงินที่ใช้ในจอร์เจียคืออะไร ใช้บัตรเครดิตได้ทุกที่ไหม?
A: สกุลเงินของจอร์เจียคือ Georgian Lari (GEL) สัญลักษณ์ ₾ อัตราแลกเปลี่ยนช่วงต้นปี 2026 อยู่ที่ราว 1 USD = 2.70 GEL หรือประมาณ 1 GEL = 13 บาท ในเมืองใหญ่อย่างทบิลิซีและบาทูมิ บัตร Visa และ Mastercard ใช้ได้กว้างขวางทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ในตลาดท้องถิ่น มาร์ชรุตกา หรือเกสต์เฮาส์เล็ก ๆ ตามเมืองเล็กยังต้องใช้เงินสด GEL แนะนำให้กดเงินสดจากตู้ ATM ของธนาคารใหญ่อย่าง Bank of Georgia หรือ TBC Bank ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าแลกที่สนามบินมาก
Q: ไฟลต์จากกรุงเทพไปทบิลิซีใช้เวลานานเท่าไหร่ ต้องต่อเครื่องไหม?
A: ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพไปยังทบิลิซี ต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 จุด สายการบินยอดนิยมคือ Emirates ต่อที่ดูไบ, Qatar Airways ต่อที่โดฮา, Turkish Airlines ต่อที่อิสตันบูล และ Etihad ต่อที่อาบูดาบี รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 12-18 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเวลาต่อเครื่อง ราคาตั๋วไป-กลับช่วงโลว์ซีซั่นเริ่มต้นที่ราว 22,000-28,000 บาท แต่ถ้าเป็นไฮซีซั่นช่วงพฤษภาคม-กันยายน อาจขยับขึ้นถึง 35,000-45,000 บาท
Q: หากตั๋วเครื่องบินไปจอร์เจียมีดีเลย์หรือกระเป๋าสูญหาย ประกันจะคุ้มครองอย่างไรบ้าง?
A: ประกันเดินทางต่างประเทศของชับบ์มีความคุ้มครองที่ตอบโจทย์เหตุการณ์ไม่คาดคิดเหล่านี้ ทั้งค่าชดเชยกรณีไฟลต์ดีเลย์ ค่าชดเชยกระเป๋าสัมภาระสูญหายระหว่างขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างรอกระเป๋า รวมถึงค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินที่ตรงตามเงื่อนไขใหม่ของจอร์เจียปี 2026 และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้วงเงินคุ้มครองและรายละเอียดของแต่ละแผนแตกต่างกัน แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ และเก็บใบเสร็จกับเอกสารยืนยันความล่าช้าจากสายการบินไว้เพื่อใช้ในการเคลม