Skip to Main Content

เที่ยว ‘จิ่วจ้ายโกว’ เดือนไหนดีสุด สวรรค์บนดินแห่งมณฑลเสฉวน

Female touxarists enjoy the beautiful autumn scenery in Jiuzhaigou

หนึ่งในสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประเทศจีน ที่งดงามราวกับภาพวาดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ไม่มีที่ไหนจะได้รับความนิยมเท่ากับ อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou National Park) ในมณฑลเสฉวน ด้วยความงดงามของทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ น้ำตกที่ลดหลั่นไปตามหุบเขา และทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละฤดูกาล ทำให้จิ่วจ้ายโกวได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แดนมังกร” ที่หลายคนอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ชับบ์ รวมที่เที่ยวจิ่วจ้ายโกว จุดเช็คอินห้ามพลาด และเที่ยวจิ่วจ้ายโกวเดือนไหนดี ให้คุณแพลนเที่ยวจิ่วจ้ายโกวด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดาย

จิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou) คืออะไร

จิ่วจ้ายโกว คืออุทยานแห่งชาติในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน อยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตู (Chengdu) เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนไปทางตอนเหนือประมาณ 430 กิโลเมตร มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามเหนือคำบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบสีฟ้าใส น้ำตกที่ลดหลั่นตามภูเขา รายล้อมด้วยผืนป่าสีเขียว และอากาศเย็นสบายตลอดปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี พ.ศ. 2540 โดยคำว่า ‘จิ่วจ้ายโกว’ หมายถึง “หุบเขาเก้าหมู่บ้าน” ซึ่งมาจากหมู่บ้านชาวทิเบต 9 แห่ง ที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นี้มาแต่โบราณ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของจิ่วจ้ายโกวคือ “ทะเลสาบห้าสี” (Wuhua Hai หรือ Five Flower Lake) ทะเลสาบที่มีน้ำใสราวกระจกและเปลี่ยนสีสันได้หลากหลาย ตั้งแต่สีฟ้าอมเขียว น้ำเงิน สีเหลือง และสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งเกิดจากแร่ธาตุในน้ำ ซากต้นไม้ที่ทับถมอยู่ใต้ผืนน้ำ และการหักเหของแสงแดด เกิดเป็นภาพความงามแปลกตาและน่าประทับใจ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก

จิ่วจ้ายโกว มีความสูงเท่าไร

จิ่วจ้ายโกว มีระดับความสูงเฉลี่ย 2,000 ถึง 3,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยจุดที่สูงที่สุดในอุทยานฯ อยู่บริเวณภูเขาหิมะที่มีความสูงถึง 4,764 เมตร โดยทะเลสาบและน้ำตกสวย ๆ ภายในอุทยานฯ จะกระจายตัวตามระดับความสูงที่แตกต่างกัน ทำให้ภูมิประเทศของจิ่วจ้ายโกวมีสภาพอากาศและทัศนียภาพที่หลากหลายตลอดปี ด้วยความสูงระดับนี้อาจทำให้นักท่องเที่ยวบางรายมีอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness) ได้ ทางที่ดีควรเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางจะดีที่สุด

การเดินทางไป ‘จิ่วจ้ายโกว’

A large lake surrounded by snowy mountains, Jiuzhaigou

การเดินทางไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกวแนะนำให้เริ่มต้นจากเมืองเฉิงตู (Chengdu) ประตูสู่มณฑลเสฉวน โดยคุณสามารถเลือกวิธีการเดินทางจากเฉิงตูสู่จิ่วจ้ายโกวได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น

  • เครื่องบิน: เดินทางจากสนามบินเฉิงตู (TFU) ไปยังสนามบินจิ่วไจ้หวงหลง (Jiuzhai Huanglong Airport - JZH) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สนามบินนี้ตั้งอยู่บนที่สูงจึงมักจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ทำให้เที่ยวบินอาจมีการดีเลย์หรือยกเลิกได้ จากสนามบินต้องต่อรถบัสหรือรถแท็กซี่ไปยังปากทางเข้าอุทยานอีกประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง
  • รถบัส: นั่งรถบัสจากสถานีขนส่งในเมืองเฉิงตูไปยังจิ่วจ้ายโกว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-10 ชั่วโมง เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาและต้องการชมวิวทิวทัศน์ระหว่างทาง ทั้งยังช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงได้ดีกว่า
  • รถไฟความเร็วสูง: ปัจจุบันมีรถไฟความเร็วสูงจากเฉิงตูไปเมืองเจิ้นเจียงกวน (Zhenjiangguan) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถบัสหรือรถเช่าไปยังจิ่วจ้ายโกว ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยมและสามารถไปเที่ยวแบบ One day trip ได้ด้วย
  • รถเช่าส่วนตัว/ ทัวร์: วิธีที่สะดวกสบายที่สุด ให้คุณสามารถแวะพักและชมวิวจุดต่าง ๆ ได้ตามต้องการ แต่ก็แลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เหมาะกับการท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

เที่ยวจิ่วจ้ายโกว เดือนไหนดีสุด

Five-color Flower Lake in Autumn, Jiuzhaigou

ด้วยความที่ จิ่วจ้ายโกว มีความงดงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล แต่ช่วงเวลาที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงามและน่าเที่ยวที่สุดคือ ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) เป็นช่วงที่สวยงามที่สุดจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฤดูแห่งเทพนิยาย” ช่วงเวลาที่ใบไม้ทั่วทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง ตัดกับสีฟ้าใสของทะเลสาบ อากาศเย็นสบาย และเป็นช่วงพีคที่นักท่องเที่ยวเยอะมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พักจะสูงกว่าปกติ (แนะนำให้จองล่วงหน้า)

ส่วนคนที่ชื่นชอบการเดินเล่นท่ามกลางทุ่งดอกไม้ป่าหลากสีสัน และชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เดินเล่นท่ามกลางอากาศเย็นสบาย เหมาะกับคนที่หลงใหลการเดินป่าและคนรักธรรมชาติ ฤดูร้อน (กรกฎาคม - สิงหาคม) เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติจะเขียวขจีที่สุด แต่อาจเจอฝนตกได้บ่อยครั้ง ส่วนคนที่อยากมาเที่ยวแบบคนไม่พลุกพล่าน ฤดูหนาว (พฤศจิกายน - มีนาคม) ดูจะตอบโจทย์ที่สุด ทิวทัศน์จะปกคลุมไปด้วยหิมะ น้ำตกจะแข็งตัวกลายเป็นม่านน้ำแข็ง (Icefall) ที่งดงามแปลกตา แต่พื้นที่บางส่วนของอุทยานฯ อาจปิดให้บริการและต้องเตรียมเครื่องกันหนาวไปอย่างดี

รวม 7 จุดเช็คอินห้ามพลาด เมื่อไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกว

ด้วยความที่อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกวมีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ‘Y’ จึงแบ่งเส้นทางการท่องเที่ยวออกเป็น 3 หุบเขาคือ หุบเขาซูเจิ้ง (Shuzheng Valley) หุบเขาซื่อหวา (Zechawa Valley) และหุบเขารื่อเจ๋อ (Rize Valley) โดยเฉพาะหุบเขารื๋อเจ๋อเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะนั่งรถบัสของอุทยานขึ้นไปบนสุดของหุบเขานี้ก่อน แล้วค่อย ๆ เดินเที่ยวชมลงมาทีละจุด อีกทั้งหุบเขาแต่ละแห่งเต็มไปด้วยจุดชมวิวที่สวยงามจนแทบลืมหายใจ เรารวมจุดไฮไลต์ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนจิ่วจ้ายโกว ได้แก่

ทะเลสาบอู่ฮวาไห่ หรือ ทะเลสาบห้าบุปผา (Five-Flower Lake)

 Five Coloured Pool in Jiuzhaigou

ทะเลสาบที่โด่งดังและสวยงามที่สุดในจิ่วจ้ายโกว เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ทะเลสาบ 5 สี” หรือ “ทะเลสาบดอกไม้ 5 สี” มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,472 เมตร ลึก 5 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมื่นตารางเมตร เป็นทะเลสาบที่มีวิวสวยอันดับต้นๆ ของจิ่วจ้ายโกว  ด้วยน้ำในทะเลสาบที่ใสสะอาดดั่งคริสตัล จนมองเห็นท่อนไม้โบราณที่นอนสงบอยู่ก้นบึ้งได้อย่างชัดเจน สีของน้ำที่ไล่เฉดตั้งแต่ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ เขียวมรกต ไปจนถึงสีเหลืองอำพัน เกิดจากแร่ธาตุและพืชน้ำหลายชนิด ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วงสีสันของใบไม้ที่สะท้อนบนผิวน้ำทำให้ที่นี่งดงามราวกับภาพฝัน

เครดิตรูปภาพ: Travel China Guide - Five Flower Lake

ทะเลสาบยาว (Long Lake)

 Panoramic view of colorful pond in jiuzhaigou

ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและลึกที่สุดในอุทยานฯ จิ่วจ้ายโกว โดยมีความยาวถึงประมาณ 7.5 - 7.8 กิโลเมตร และมีความลึกสูงสุดถึง 103 เมตร ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 3,042 - 3,060 เมตร จัดเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในอุทยานฯ น้ำในทะเลสาบมาจากน้ำที่ละลายจากหิมะบนยอดเขาโดยรอบ ทะเลสาบมีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว โอบล้อมด้วยภูเขาสูงที่มีต้นสนซีดาร์และป่าไม้หนาทึบ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงามตระการตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงาสะท้อนของภูเขาและท้องฟ้าปรากฏบนผิวน้ำสีฟ้าเข้มใส ชาวทิเบตเชื่อว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็น “น้ำเต้าขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันแห้ง” (Treasure Gourd that never fills nor drains) และมีตำนานเกี่ยวกับมังกรที่อาศัยอยู่ในความลึกของทะเลสาบ โดยในฤดูหนาวทะเลสาบยาวจะกลายเป็นน้ำแข็งเกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามและเงียบสงบไปอีกแบบ

น้ำตกนู่รือหลาง หรือ น้ำตกธารไข่มุก (Pearl Shoal Waterfall)

Beautiful view of Pearl Shaol waterfall in jiuzhaigou national park

น้ำตกที่กว้างใหญ่และอลังการที่สุดในอุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว น้ำตกแห่งนี้มีลักษณะเป็นผาหินปูนที่กว้างใหญ่มาก มีความกว้างประมาณ 160-310 เมตร และมีความสูงประมาณ 21-40 เมตร ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,433 เมตร โดยมีสายน้ำไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ผ่านพื้นผิวของหินที่เต็มไปด้วยตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบกับละอองน้ำที่กระเซ็นออกมาจากผาหิน ทำให้ดูระยิบระยับคล้ายกับเม็ดไข่มุกนับล้านที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากม่านน้ำตก เป็นที่มาของฉายา “น้ำตกธารไข่มุก” แล้วยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำหลักของละครโทรทัศน์เรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ อีกด้วย

เครดิตรูปภาพ: Wikipedia - Pearl Shoal Waterfall

ทะเลสาบแรด (Rhinoceros Lake)

Beautiful shot of rhinoceros lake, jiuzhaigou

หนึ่งในทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่และงดงามที่สุดในอุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากทะเลสาบยาว (Long Lake) โดยมีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร และมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เลื่องชื่อด้วยน้ำในทะเลสาบสีเขียวมรกตและสีฟ้าครามที่ใสสะอาด ล้อมรอบด้วยป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและผิวน้ำนิ่งสงบจะมองเห็นภาพสะท้อนของภูเขาและหมู่เมฆบนผิวน้ำได้อย่างชัดเจน กลายเป็นความสวยงามจนแทบแยกไม่ออกระหว่างผืนน้ำกับแผ่นฟ้า ส่วนที่มาของชื่อ ‘ทะเลสาบแรด’ มาจากตำนานท้องถิ่นของชาวทิเบตที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า สมัยโบราณมีลามะชาวทิเบตกำลังป่วยหนักได้ขี่แรดผ่านมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ เมื่อท่านได้ดื่มน้ำจากทะเลสาบก็หายป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ลามะจึงหลงใหลในความงามของทะเลสาบจนขี่แรดลงไปและอาศัยอยู่ในทะเลสาบตลอดกาล อันเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบแรดนั่นเอง

ทะเลสาบกระจก (Mirror Lake)

Beautiful scenery of the long lake and mountains against the sky

จุดชมวิวที่โด่งดังและเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่สวยที่สุดของอุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว โดยที่มาชื่อ “ทะเลสาบกระจก” มาจากลักษณะพิเศษของผิวน้ำที่นิ่งสงบ (โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่ที่ไม่มีลมพัด) มักจะสะท้อนภาพของภูเขาสูง ผืนป่า ท้องฟ้าสีคราม หรือช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับมีใครบางคนนำกระจกบานใหญ่มาตั้งอยู่กลางผืนป่า ด้วยความชัดเจนของภาพสะท้อนทำให้เกิดภาพที่ดูเหนือจริงอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นปลาว่ายน้ำอยู่บนก้อนเมฆ หรือนกบินอยู่บนผืนน้ำนิ่งสงบ สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวและช่างภาพเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการถ่ายภาพที่ทะเลสาบกระจกคือ ก่อน 9 โมงเช้าและหลัง 5 โมงเย็น เพราะเป็นช่วงที่มักจะไม่มีลมพัดทำให้ผิวน้ำเรียบนิ่งที่สุดนั่นเอง

ทะเลสาบนกยูง (Peacock Lake)

Crystal clear Peacock Lake in autumn, Jiuzhaigou

หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงด้านความงดงามของสีน้ำและทัศนียภาพภายในหุบเขารื่อเจ๋อ เมื่อมองจากมุมสูงรูปทรงของทะเลสาบจะมีความยาวและมีส่วนโค้งเว้าคล้ายกับนกยูงที่กำลังรำแพนหาง โดยเฉพาะความสวยงามของน้ำในทะเลสาบที่มีมีความใสสะอาดราวกับคริสตัล ทั้งยังมีเฉดสีที่หลากหลายและสวยงามมาก บริเวณน้ำลึกจะเป็นสีฟ้าอมน้ำเงินและบริเวณน้ำตื้นจะเป็นสีเขียวมรกต ซึ่งเกิดจากแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนตและพืชน้ำในทะเลสาบ ทะเลสาบนกยูงมีความงดงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ประมาณเดือนตุลาคม) เมื่อป่าไม้รอบทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง สะท้อนลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ทำให้เกิดทิวทัศน์ที่เหมือนกับภาพวาดที่งดงามตระการตา

หมู่บ้านซูเจิ้ง (Shuzheng Village)

Shuzheng Village, a traditional Tibetan village in Jiuzhaigou

หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีความสำคัญและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวจิ่วจ้ายโกว ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสัมผัสกับวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยมีบ้านไม้แบบทิเบตที่ประดับด้วยลวดลายและสีสันสดใสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาซูเจิ้งที่มีความยาวกว่า 13.8 กิโลเมตร แม้ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จะอพยพออกนอกอุทยานฯ ไปแล้ว แต่หมู่บ้านซูเจิ้งยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมและมีร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึกหัตถกรรมพื้นเมืองทิเบต จึงเป็นสถานที่ที่ผสมผสานความงามของธรรมชาติเข้ากับวัฒนธรรมทิเบต ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทั้งทิวทัศน์อันน่าทึ่งและเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่นในคราวเดียวกัน

เครดิตรูปภาพ: Wikimedia Commons - Shuzheng Tibetan Village

แต่ละจุดในอุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกวล้วนมีความงามที่เป็นเอกลักษณ์ การได้เดินเท้าไปตามทางเดินไม้เพื่อซึมซับบรรยากาศของแต่ละสถานที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงเหตุผล ที่ทำให้จิ่วจ้ายโกวได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” นั่นเอง แต่ด้วยความสูงของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจิ่วจ้ายโกวอาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ความสูงหรือมีอาการเจ็บป่วยได้ เพื่อความอุ่นใจควรซื้อ ประกันภัยเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่พร้อมดูแลคุณอย่างดีที่สุด ครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก เจ็บป่วยไม่ต้องเสียเวลารอเคลม เพียงคุณสำรองจ่ายไปก่อนแล้วมาทำเรื่องเคลมได้อย่างง่ายดาย เคลมไว ไม่งอแง ให้คุณเที่ยวอย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป