Skip to Main Content

เทือกเขาโดโลไมท์ 2026: มรดกโลก UNESCO สุดยอดที่เที่ยวอิตาลีเหนือ ที่ต้องไปสักครั้ง

A wide-angle, eye-level shot of the picturesque village of Santa Maddalena nestled in the Val di Funes, Italy, in early autumn.

จินตนาการถึงยอดเขาหินปูนทรงฟันฉลามที่แหลมคมพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า เบื้องล่างคือทุ่งหญ้าอัลไพน์สีเขียวขจีที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสีสัน ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ใสสะอาดสะท้อนเงาภูเขาราวกับกระจก ไม่มีที่ไหนในยุโรปที่จะทำให้คุณสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ดีเท่ากับ เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) ส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจาก UNESCO และในปี 2026 ดินแดนแห่งนี้กำลังเนื้อหอมและพร้อมต้อนรับนักเดินทางมากกว่าปีไหน ๆ เพราะโดโลไมท์ไม่ใช่แค่ภูเขา แต่คือฉากที่สวยที่สุดที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ในยุโรป

Dolomites อยู่ประเทศอะไร ทำไมถึงได้รับการรับรองจาก UNESCO

A wide-angle, eye-level panoramic shot of a rustic wooden mountain hut nestled in a rolling green alpine meadow within the Dolomites, Italy.

โดโลไมท์ (Dolomites) หรือที่คนอิตาลีเรียกว่า Dolomiti เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ (Alps) ทางตอนเหนือของอิตาลี ความพิเศษที่ทำให้โดโลไมท์แตกต่างจากเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส คือหินปูนโดโลไมท์ (Dolomite Rock) ซึ่งมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แปลกตา มีหน้าผาชัน ยอดเขาแหลมคม และเปลี่ยนสีได้ตามแสงแดดในแต่ละช่วงวัน (ช่วงเย็นจะกลายเป็นสีชมพูอมส้มสว่างไสวที่เรียกว่า Enrosadira)

ด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ยาก ทำให้เทือกเขาโดโลไมท์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO (UNESCO World Natural Heritage) พื้นที่อันกว้างใหญ่ของภูเขาครอบคลุมถึง 3 เมืองใหญ่ของอิตาลี คือ Belluno, South Tyrol และ Trentino คุณจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมผสมที่มีความเป็นอิตาลี ออสเตรีย และเยอรมัน ทั้งเรื่องภาษา อาหาร และสถาปัตยกรรม

7 พิกัดไฮไลต์ที่ต้องไปเยือน Dolomites ในปี 2026

ถ้ามาเยือนโดโลไมท์แล้วไม่ได้เช็กอิน 7 จุดนี้ เหมือนมาไม่ถึงอิตาลีเหนือ แต่ด้วยความกว้างใหญ่ของโดโลไมท์ที่แบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตก (Western Dolomites) และฝั่งตะวันออก (Eastern Dolomites) ทั้งสองฝั่งมีภูมิประเทศ บรรยากาศ และจุดไฮไลต์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่นิยมขับรถเที่ยวบนทางหลวงสายโรแมนติกอย่าง Great Dolomite Road (SS48) เราขอแบ่งการเดินทางเป็น 2 เส้นทางหลักเพื่อให้คุณตามเก็บที่เที่ยวให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น

โดโลไมท์ตะวันออก (Eastern Dolomites)

ถ้าฝั่งตะวันตกคือความละมุน ฝั่งตะวันออกคือความแกร่งและดุดัน ภูมิประเทศเต็มไปด้วยยอดเขาหินปูนทรงแท่งสูงชันสลับกับทะเลสาบสีมรกต วัฒนธรรมจะมีความเป็นอิตาเลียนแท้มากกว่าฝั่งตะวันตก (อยู่ในแคว้น Veneto) 3 ที่เที่ยวห้ามพลาด ได้แก่

A wide-angle, eye-level shot of the iconic Tre Cime di Lavaredo (Three Peaks) in the Dolomites, Italy, illuminated by warm afternoon sunlight.

1. Tre Cime di Lavaredo 3 ยอดเขาสัญลักษณ์ของโดโลไมท์

แลนด์มาร์กที่เป็นไอคอนิกที่สุดของโดโลไมท์ Tre Cime di Lavaredo หรือชื่อในภาษาเยอรมันว่า Drei Zinnen หมายถึง “ป้อมปราการ 3 แห่ง” คือกลุ่มยอดเขาหินปูนสูงตระหง่าน 3 ยอดเรียงรายเคียงข้างกันอย่างสง่างาม ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ Tre Cime Natural Park ยอดเขาทั้ง 3 มีความสูงตั้งแต่ 2,587 – 2,999 เมตร วิธีการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด คือการเดินเทรล (Hiking) ในเส้นทางวงกลมรอบยอดเขา (Loop Trail) ประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อชมวิวภูเขา 3 ยอดในมุมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เดินง่าย ไม่ชันจนเกินไป แล้วยังมีจุดชมวิวและถ้ำธรรมชาติและจุดพัก Rifugio Auronzo ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสำหรับทุกคน

  • การเดินทาง: นิยมเช่ารถขับแบบ Road Trip จากเวนิส (ประมาณ 2.5 ชั่วโมง) หรือนั่งรถไฟจากเวนิสไป Belluno แล้วต่อรถบัสขึ้นเขา หรือแวะเที่ยว Lake Misurina เพื่อขับรถต่อไปยังจุดชมวิว Tre Cime ก็เป็นเส้นทางที่นิยมเช่นกัน
  • เที่ยวเดือนไหนดีสุด: ช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง (กลางเดือนมิถุนายน - กลางเดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่หิมะละลายแล้ว เส้นทางเดินป่า (Hiking Trails) และถนนที่ขับรถขึ้นเขาเปิดให้บริการอย่างปลอดภัย
Lake Braies (Lago di Braies) in the Dolomites, Italy, during a cool, overcast day.

2. Lago di Braies (Pragser Wildsee) ทะเลสาบมรกตที่สวยที่สุดในอิตาลี

ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Fanes-Sennes-Praqs บนเทือกเขาโดโลไมท์ สวยจนได้รับยกย่องว่าเป็น “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” (Pearl of the Dolomites) หนึ่งในจุดถ่ายรูปที่กลายเป็นไวรัลทั้งใน Instagram และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ภาพผืนน้ำสีเขียวมรกตที่นิ่งสงบราวกับกระจก มียอดภูเขา Croda del Becco (Seekofel) อันยิ่งใหญ่เป็นฉากหลัง คือเหตุผลที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวรรค์ของนักเดินทาง ที่นิยมเช่าเรือไม้พายบนผืนน้ำนิ่งสงบหรือเดินป่ารอบทะเลสาบ

  • การเดินทาง: ขับรถจาก Tre Cime มุ่งหน้าสู่หุบเขา Braies Valley เพื่อตรงเข้าสู่ทะเลสาบ หรือนั่งรถบัสจาก Rifugio Auronzo ลงที่สถานีเมือง Dobbiaco (Toblach) ต่อรถบัสสาย 442 วิ่งตรงไปยัง Lago di Braies รวมเวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง
  • เที่ยวเดือนไหนดีสุด: ช่วงเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม เหมาะแก่การพายเรือ (เฉลี่ยประมาณ 25-50 ยูโรต่อชั่วโมง) หรือเดินป่า (Loop Trail) ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นทางราบเดินง่าย ใช้เวลาประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง เหมาะกับทุกคนในครอบครัว
  • Trick จากวงใน: ช่วงฤดูท่องเที่ยวหลัก (กรกฎาคม - กันยายน) ระหว่างเวลา 9:30 น. - 16:00 น. อุทยานฯ จะจำกัดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวไม่ให้เข้าพื้นที่ นักท่องเที่ยวต้องจองตั๋วจอดรถล่วงหน้าผ่านทางออนไลน์ หรือเลือกใช้บริการรถบัสสาธารณะ (Shuttle Bus) เพื่อป้องกันความแออัดและรักษาสิ่งแวดล้อม แนะนำไปถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ (ก่อน 8 โมงเช้า) แสงแดดจะสวยที่สุดและคนไม่พลุกพล่าน
A lone skier descends a vast snowy slope in the Dolomites under a bright blue sky.

3. Cortina d'Ampezzo เมืองสกีรีสอร์ทหรูระดับโลก

เมืองสกีรีสอร์ทหรูหราระดับโลกที่โอบล้อมด้วยอ้อมกอดของโดโลไมท์ Cortina d'Ampezzo (คอร์ทินา ดัมเปซโซ) เต็มไปด้วยร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ บูทีคช็อปของแบรนด์หรู และที่พักระดับ 5 ดาว ความพิเศษสุดสำหรับปี 2026 คือเมืองนี้ได้เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาว (Winter Olympics 2026 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์) ทำให้ตัวเมืองมีการพัฒนาระบบขนส่งและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยขึ้นไปอีกขั้น เป็นจุดปักหลัก (Base) ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับการเที่ยวโซนตะวันออก

  • การเดินทาง: พื้นที่ Cortina ไม่มีสถานีรถไฟหลักเข้าถึงตัวเมืองโดยตรง หากจะเดินทางด้วยรถไฟ จะต้องนั่งไปลงที่สถานี Calalzo di Cadore หรือสถานี Dobbiaco / Toblach แล้วต่อรถบัสประจำทางเข้าสู่ตัวเมือง หรือขับรถเที่ยวแบบ Road Trip จากแถบ Toblach, Dobbiaco หรือ San Candido สามารถใช้เส้นทางสาย SS51 วิ่งลงใต้มาถึง Cortina ได้ภายในเวลาประมาณ 30-40 นาที
A lone hiker stands on a grassy mountain ridge overlooking the jagged Cadini di Misurina peaks.

4. Cadini di Misurina ดินแดนมอร์ดอร์ใน The Lord of the Rings

ภาพจำของที่นี่คือ สันเขาหญ้าแคบ ๆ ที่ยื่นออกไปในอากาศ (Narrow Grassy Spur) โดยมีปลายทางเป็นชะง่อนหินเล็ก ๆ และมีฉากหลังเป็นยอดเขากาดินี (Cadini) อันยิ่งใหญ่ล้อมรอบ 360 องศา หากคุณยืนตรงปลายสันเขาแล้วถ่ายรูปจะให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่ไม่ได้เป็นแท่งทึบ ๆ เหมือนภูเขาทั่วไป แต่เป็นยอดแหลมพุ่งทะยานขึ้นมาจากหุบเขาที่สลับซับซ้อนกันเป็นเลเยอร์ดูแปลกตามาก ยิ่งในช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์สาดส่อง เงาของยอดเขาจะทอดสลับไปมาทำให้ดูมีมนต์ขลังมากขึ้น

  • จองที่จอดรถล่วงหน้าเท่านั้น: ถนนสาย Panoramica ที่ขับขึ้นมายัง Rifugio Auronzo ตอนนี้ใช้ระบบ Mandatory Online Reservation ในช่วงฤดูท่องเที่ยว (มิถุนายน - ตุลาคม) ค่าผ่านทางและที่จอดรถ (12 ชั่วโมง) อยู่ที่ 40 ยูโรต่อคัน หากไม่ได้จองออนไลน์ล่วงหน้าเจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขับรถขึ้นไปเด็ดขาด (ต้องไปจอดรถที่ทะเลสาบ Misurina แล้วนั่งรถบัสสาธารณะขึ้นมาแทน)
  • Trick จากวงใน: แม้ทางเดินช่วงแรกจะง่าย แต่ช่วง 5 นาทีสุดท้ายก่อนถึงจุดถ่ายรูปยอดนิยม ทางจะแคบลงเป็นดินปนกรวด และขนาบด้วยเหวทั้งสองด้าน (Exposed terrain) หากใครกลัวความสูงมาก ๆ อาจจะรู้สึกขาสั่นได้ และถ้าวันไหนฝนตกหรือทางแฉะ ห้ามเดินออกไปตรงปลายสันเขาเด็ดขาดเพราะลื่นและอันตรายมาก

โดโลไมท์ตะวันตก (Western Dolomites)

ฝั่งตะวันตกของโดโลไมท์ขึ้นชื่อเรื่องทุ่งหญ้าสลับภูเขาสูงชัน ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์ The Sound of Music วัฒนธรรมฝั่งนี้จะแฝงกลิ่นอายออสเตรีย-เยอรมัน (เรียกว่า South Tyrol) ทั้งป้ายหมู่บ้านและเมนูอาหารส่วนใหญ่จะเป็นภาษาเยอรมันนำหน้านั่นเอง 3 ที่เที่ยวห้ามพลาด ได้แก่

A green, sloped ridge leads up to the jagged Seceda mountain peaks under a cloudy blue sky.

5. Seceda จุดชมวิวที่ไวรัลอย่างมากบน Instagram

หากคุณเคยเห็นภาพหน้าผาหญ้าสีเขียวที่ลาดเอียงดิ่งสู่เหวลึกเบื้องล่าง โดยมีฉากหลังเป็นยอดเขาแหลมคมราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์แฟนตาซี นี่คือทิวทัศน์อันน่าทึ่งของ Seceda ยอดเขาหินปูนสูง 2,519 เมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Puez-Odel Nature Park ในหุบเขา Val Gardena เป็นหนึ่งจุดถ่ายภาพที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเทือกเขาโดโลไมท์ บริเวณทุ่งหญ้าใต้ทางลาดชันจะมีกระท่อมไม้เล็ก ๆ และร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกหลายแห่ง เหมาะสำหรับการเดินป่าสั้น ๆ ไปนั่งพักรับประทานอาหารและดื่มด่ำกับวิวยอดเขาที่สวยระดับโลก

  • การเดินทาง: สะดวกสบายด้วยกระเช้าลอยฟ้าจากเมือง Ortisei ขึ้นมาเพียง 15 นาที โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ นั่งกระเช้าเล็กช่วงแรก (Ortisei-Furnes) แล้วเปลี่ยนเป็นเคเบิลคาร์ขนาดใหญ่ช่วงที่สอง (Furnes-Seceda) เพื่อขึ้นสู่ยอดเขา ใช้เวลารวมเพียงประมาณ 15 นาที
  • Trick จากวงใน: กระเช้าจะเปิดให้บริการ 2 ช่วงเวลา คือฤดูร้อนสำหรับเดินป่า (ปลายเดือนพฤษภาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน) และเปลี่ยนเป็นลานสกีขนาดใหญ่ในฤดูหนาว (เดือนธันวาคม – เดือนเมษายน)
Yellow and white wildflowers bloom in an alpine meadow before the Tre Cime di Lavaredo peaks.

6. Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่กว้างใหญ่ที่สุดในยุโรป

ถ้า Seceda คือตัวแทนของความตื่นตาตื่นใจจากหน้าผาที่แหลมคม Alpe di Siusi (อัลเป ดี ซีอูซี) หรือภาษาเยอรมันเรียกว่า Seiser Alm คือขั้วตรงข้ามที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นละมุนชวนฝัน ภาพจำของที่นี่คือทุ่งหญ้าสีเขียวเนียนตาและกระท่อมไม้โบราณ (Hay barns) หลายร้อยหลัง โดยมีฉากหลังเป็นยอดเขาหินปูนทรงกล่องขนาดมหึมาอย่าง Sassolungo และ Sciliar ยิ่งในยามเช้าที่มีสายหมอกลอยต่ำบาง ๆ บอกได้คำเดียวว่าสวยจนลืมหายใจ คุณสามารถเช่าจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) นั่งรถม้า หรือเดินเล่นทอดน่องแวะชิมอาหารท้องถิ่นตามกระท่อมสไตล์คันทรี่ (Rifugio) ได้ตลอดทั้งวัน

  • การเดินทาง: แนะนำให้นั่งกระเช้าลอยฟ้าจาก Seceda สู่เมือง Ortisei (ลงสถานี Seceda Cableways) จากนั้นเดินตามป้ายบอกทางไปยังฝั่ง Alpe di Siusi เมื่อเดินมาถึงสถานี Mont Sëuc Ropeway (Alpe di Siusi Ropeway) ให้ซื้อตั๋วแล้วนั่งกระเช้าสีแดงลอยฟ้าทะยานข้ามหุบเขาขึ้นสู่ด้านบนได้เลย รวมเวลาประมาณ 45-50 นาที
  • Trick จากวงใน: แนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ Gardena Card (เลือกแบบ 3 หรือ 6 วันตามแผนทริป) สามารถขึ้นลงกระเช้าทุกตัวในหุบเขา Val Gardena ได้ไม่จำกัดครั้ง คุ้มค่าและประหยัดกว่าซื้อแยกเที่ยวเยอะมาก
A wide-angle, eye-level shot of the picturesque village of Santa Maddalena nestled in the Val di Funes, Italy, in early autumn.

7. Val di Funes หัวใจและจิตวิญญาณอันเงียบสงบของโดโลไมท์

Val di Funes (หุบเขาฟูเนส) หรือภาษาเยอรมันเรียกว่า Villnöß หุบเขาที่ยังคงรักษาเสน่ห์แบบชนบทดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีสกีรีสอร์ทขนาดใหญ่หรือตึกสูงมาบดบังสายตา มีเพียงทุ่งหญ้า หมู่บ้านเล็ก ๆ และยอดเขาหินปูนของเทือกเขา Odle (Geisler Peaks) ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ไฮไลท์ของหุบเขาแห่งนี้คือ Chiesetta di San Giovanni in Ranui โบสถ์โดดเดี่ยวริมชายป่าในตำนาน และโบสถ์ประจำหมู่บ้านซานตา มัดดาเลนา (Santa Maddalena) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา เพียงเดินเท้าลัดเลาะขึ้นไปตามเส้นทางเดินป่าสั้น ๆ มุ่งสู่ Santa Maddalena Viewpoint (เสิร์ชใน Google Maps ได้เลย)

  • การเดินทาง: หากคุณพักที่ฝั่งตะวันตกจากเมือง Ortisei (Val Gardena) ให้ขับรถลงมาตามหุบเขาและถนนเส้นหลักที่วิ่งยาวลึกเข้าไปในหุบเขา Val di Funes ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 30-40 นาที
  • Trick จากวงใน: Val di Funes พยายามรักษาความเงียบสงบ จึงไม่มีลานจอดรถขนาดใหญ่ หากคุณตั้งใจจะไปเดิน Adolf Munkel Trail แนะนำให้ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถ Zannes (Zanser Alm) ตั้งแต่ช่วงเช้า (ค่าจอดประมาณ 8 ยูโร) ช่วงสายที่จอดรถจะเต็มและเจ้าหน้าที่จะปิดทางไม่ให้รถขึ้น
  • สวรรค์ของสาย Slow Travel: แนะนำให้จัดเวลาอย่างน้อยครึ่งวันถึงหนึ่งวันเต็ม ปล่อยใจไปกับการเดินเล่นและสูดอากาศบริสุทธิ์ ชิมมื้อกลางวันในกระท่อมบนเขา แล้วคุณจะเข้าใจคำว่าความสุขที่แท้จริงในโดโลไมท์

เที่ยวโดโลไมท์เดือนไหนดี กิจกรรมตามฤดูกาล

A historic stone church sits on green alpine meadows below the jagged Odle Dolomites peaks.

ถ้าคุณอยากได้ประสบการณ์แบบนักเดินทางสายโรดทริป (Road Trip) และเดินป่า (Hiking) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวโดโลไมท์คือ ฤดูร้อนถึงใบไม้ร่วง (มิถุนายน – กันยายน) อุณหภูมิจะเย็นสบาย ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส หิมะบนทางเดินละลายหมดแล้ว เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการ เดินป่า (Hiking), ไต่หน้าผา (Via Ferrata), ปั่นจักรยาน และถ่ายรูปทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าตัดกับฟ้าสีคราม หลีกเลี่ยงฤดูหนาว (พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์) เพราะเส้นทางบางแห่งอาจปิดถนนและสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งอาจปิดให้บริการ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

เดินทางไปโดโลไมท์จากกรุงเทพฯ

นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ลงสนามบินเวนิส (Venice Marco Polo Airport - VCE) อิตาลี หรือสนามบินอินส์บรุค (Innsbruck Airport - INN) ออสเตรีย ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทที่ใกล้โดโลไมท์ที่สุด จากนั้นเช่ารถขับ (Car Rental) ไปโดโลไมท์ใช้เวลาประมาณ 2 – 2.5 ชั่วโมง เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจุดและจุดชมวิวสวย ๆ มักซ่อนตัวอยู่ตามหุบเขา คุณสามารถแวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง (อย่าลืมทำใบขับขี่สากล) หรือนั่งรถบัส Cortina Express และ FlixBus จากเมืองใหญ่ ๆ เข้าสู่เมืองหลักในโดโลไมท์ แต่รอบวิ่งจะค่อนข้างจำกัดและไม่ครอบคลุมจุดท่องเที่ยว

เที่ยวโดโลไมท์ให้อุ่นใจ ด้วยประกันภัยการเดินทาง

เทือกเขาโดโลไมท์ในปี 2026 เป็นหมุดหมายปลายทางที่พร้อมจะสะกดทุกสายตา และยิ่งน่าเที่ยวขึ้นไปอีกด้วยการจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกปี แต่กิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor Activities) ไม่ว่าจะเป็นการเดินเทรลบนเขาสูง การปีนเขา หรือการขับรถลัดเลาะตามเส้นทางโค้งบนภูเขา สิ่งสำคัญที่สุดที่นักเดินทางมืออาชีพห้ามลืมเด็ดขาดคือ ประกันการเดินทางต่างประเทศของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง, ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ จนถึงการเคลื่อนย้ายฉุกเฉินทางการแพทย์

วางแผนการเดินทางกับประกันเดินทางชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่พร้อมดูแลคุณตลอด 24/7