Skip to Main Content

เส้นทางแห่งศรัทธา ‘4 สังเวชนียสถาน’ ตามรอยพระพุทธเจ้าในอินเดีย-เนปาล

4 Buddhist pilgrimage sites in India and Nepal

เชื่อว่า หลายคนอาจจะเคยมีความรู้สึกอยากจะออกเดินทางไปในที่ที่ไกลกว่าแค่การพักผ่อน แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาความสงบและค้นพบความหมายของชีวิต ชับบ์ พาคุณบินข้ามฟ้าสู่เส้นทางแห่งศรัทธาเพื่อตามรอยพระพุทธเจ้าใน ‘4 สังเวชนียสถาน’ หรือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า จากเมืองลุมพินีสู่เมืองกุสินารา จากอินเดียสู่เนปาล ทั้งเส้นทางแสวงบุญสำหรับชาวพุทธ หรือเที่ยวชมดินแดนแห่งประวัติศาสตร์อายุกว่า 2,500 ปี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางไป ‘4 สังเวชนียสถาน’

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไป 4 สังเวชนียสถานคือ เดือนตุลาคม - เดือนมีนาคม เนื่องจากเป็นฤดูหนาวของประเทศอินเดียและเนปาล อากาศจึงเย็นสบายอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15-30 องศาฯ เหมาะแก่การเดินชมสถานที่สำคัญต่างๆ การฝึกสมาธิ และซึมซับบรรยากาศอันสงบเงียบ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศร้อนจัดหรือฝนตก

4 สถานที่ตามรอยแห่งศรัทธา ‘สังเวชนียสถาน’ จากอินเดียสู่เนปาล

การเดินทางไปเที่ยว 4 สังเวชนียสถาน สามารถเดินทางได้ด้วยตัวเองหรือแพ็คเกจทัวร์ ครอบคลุมสถานที่สำคัญทั้ง 4 แห่ง (ลุมพินี, พุทธคยา, สารนาถ และกุสินารา) รวมถึงสถานที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น วัดไทยพุทธคยา, เขาคิชฌกูฏ, ราชคฤห์, สาวัตถี ฯลฯ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเดินทาง 6-7 วัน แต่คนที่เดินทางไปปฏิบัติธรรมอาจใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน โดยมี 4 สถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ดังนี้

1. ลุมพินี (Lumbini): สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

Lumbini birthplace of buddha siddhartha gautama, Nepal

‘ลุมพินี’ หรือ ‘ลุมพินีวัน’ เป็นหนึ่งในสี่สังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะผู้ซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศเนปาล ใกล้กับชายแดนประเทศอินเดีย ลุมพินีไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั่วโลก การเดินทางมายังลุมพินีเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) ภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วย

  • เสาอโศก: เสาหินที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อประมาณ 249 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อบ่งบอกถึงสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า บนเสาอโศกมีจารึกพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศก หรือที่เรียกว่า ‘ธัมมลิปิ’ (คำจารึกแห่งธรรม) ซึ่งบรรจุข้อความเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา, หลักการปกครองที่ยึดธรรมเป็นหลัก และแนวทางปฏิบัติเพื่อสันติสุขของพสกนิกร
  • สระโบกขรณี: สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ภายในลุมพินีวัน เชื่อกันว่าเป็นสระที่พระนางสิริมหามายาทรงสรงน้ำชำระพระวรกายก่อนประสูติ และเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงลงสรงน้ำครั้งแรก ตัวสระมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการก่อสร้างขอบสระและบันไดลงไปในน้ำอย่างสวยงาม แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี แต่สระแห่งนี้ก็ยังคงความสำคัญและเป็นจุดที่พุทธศาสนิกชนจากทั่วโลก เดินทางไปเยี่ยมชมและสักการะ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ในพุทธประวัติ
  • วิหารมายาเทวี (Maya Devi Temple): วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระนางสิริมหามายา (พระมารดาของพระพุทธเจ้า) วิหารมายาเทวีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ด้วยเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่า พระนางสิริมหามายาทรงให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ ภายในวิหารมีการค้นพบโบราณวัตถุและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ สถานที่ประสูติ, รอยพระพุทธบาท และสถูปโบราณ
  • วัดพุทธนานาชาติ: บริเวณโดยรอบลุมพินีมีวัดและเจดีย์ที่สร้างโดยประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ วัดไทย วัดพม่า วัดภูฏาน และวัดญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่สงบร่มเย็น เหมาะแก่การเดินภาวนาและเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม

การมาเยือนลุมพินีจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางเพื่อสัมผัสถึงรากเหง้าของพระพุทธศาสนา และระลึกถึงการอุบัติขึ้นของมหาบุรุษผู้ทรงเปลี่ยนแปลงโลก

2. พุทธคยา (Bodh Gaya): สถานที่แห่งการตรัสรู้

The Great Stupa of Bodh Gaya stands amidst large trees on a sunny day

สังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนา ‘พุทธคยา’ หรือ ‘คยา’ เมืองเล็กๆ ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์) ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) ภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วย

  • ต้นพระศรีมหาโพธิ์: หน่อต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นหน่อที่งอกขึ้นใหม่จากต้นพระศรีมหาโพธิ์และได้รับการดูแลรักษาอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นต้นที่ 4 ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นโพธิ์ตรัสรู้ดั้งเดิม
  • มหาเจดีย์พุทธคยา (Mahabodhi Temple): เจดีย์ขนาดใหญ่ที่มีความสูงประมาณ 55 เมตร มหาเจดีย์พุทธคยาที่เห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะและต่อเติมเรื่อยมา กระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 โดยความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงพระเจ้ามินดง กษัตริย์แห่งพม่า และนักโบราณคดีชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม (Sir Alexander Cunningham) ทำให้เจดีย์มีรูปทรงที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
  • วัชรอาสน์ (Vajrasana): หรือ ‘โพธิบัลลังก์’ พระแท่นศิลาที่เชื่อกันว่า เป็นจุดที่พระพุทธเจ้าทรงประทับบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้ อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
  • สระมุจลินท์ (Muchalinda Lake): สระน้ำที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมหาเจดีย์พุทธคยา ห่างจากพุทธคยาประมาณ 2 กิโลเมตร ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ภายหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงประทับเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้น) ณ สถานที่ต่างๆ รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลานาน 7 สัปดาห์ โดยสระมุจลินท์เป็นสถานที่ที่พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 6 ในวันฝนตกหนักได้มีพญานาคมุจลินท์แผ่พังพานปกป้องพระพุทธเจ้า จึงเป็นที่มาของประติมากรรมรูปพญานาคขนาดใหญ่ริมสระ ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัตินั่นเอง

พุทธคยาจึงเป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อสักการะบูชา ปฏิบัติธรรม และระลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หากคุณมีเวลาสามารถเดินทางจากพุทธคยาไป ‘เขาคิชฌกูฏ’ (Gijjhakuta Mountain) ราว 1.30 – 2 ชั่วโมง ที่ตั้งอยู่ในเมืองราชคฤห์ (Rajgir) เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับและทรงแสดงธรรมหลายพระสูตร พระองค์ทรงโปรดปรานความสงบเงียบของสถานที่แห่งนี้ และใช้เป็นที่พำนักในพรรษาต่างๆ

3. สารนาถ (Sarnath): สถานที่แสดงปฐมเทศนา

Afternoon at Dhamek Stupa surrounded by ancient monuments, Uttar Pradesh, India

สังเวชนียสถานที่สำคัญลำดับที่ 3 ในพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ห่างจากเมืองพาราณสีประมาณ 10 กิโลเมตร ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ (พระสูตรว่าด้วยการหมุนกงล้อแห่งพระธรรมให้ขับเคลื่อนไป) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เป็นครั้งแรกหลังการตรัสรู้ สารนาถจึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่สำคัญในสารนาถประกอบด้วย

  • ธัมเมกขสถูป (Dhamek Stupa): สถูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 33.8 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.35 เมตร ส่วนล่างของสถูปมีการแกะสลักลวดลายดอกไม้ เรขาคณิต และรูปนกไว้อย่างสวยงาม เชื่อกันว่า บริเวณที่ตั้งของธัมเมกขสถูปนี้ คือจุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3) และได้รับการบูรณะต่อเติมมาอย่างต่อเนื่องในหลายยุคสมัย
  • เจาคันธีสถูป (Chaukhandi Stupa): สถูปอีกแห่งหนึ่งที่เชื่อกันว่า เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงพบปะกับปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เป็นครั้งแรกหลังจากตรัสรู้ และกำลังเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อแสดงปฐมเทศนา สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเช่นเดียวกัน ภายหลังได้มีการสร้างบูรณะต่อเติม โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 16 ได้มีการสร้างหอคอยแปดเหลี่ยมอยู่บนยอดสถูป เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการมาเยือนของจักรพรรดิหุมายุนแห่งราชวงศ์โมกุล
  • ธรรมราชิกสถูป (Dharmarajika Stupa): เจดีย์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ณ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาแรก และเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงแสดง ‘อนัตตลักขณสูตร’ (พระสูตรว่าด้วยความเป็นอนัตตา) พระธรรมเทศนาบทที่สองในพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเหลือเพียงฐานราก
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสารนาถ (Sarnath Museum): พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย สร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบจากแหล่งโบราณคดีสารนาถ รวมถึงยอดเสาอโศก รูปปั้นพระพุทธรูป และโบราณวัตถุอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปะของอินเดีย
  • วัดนานาชาติ: สารนาถมีวัดและสังฆารามนานาชาติมากมาย ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักสำหรับพระภิกษุสงฆ์และผู้แสวงบุญจากทั่วโลก เช่น วัดไทยพุทธคยา วัดญี่ปุ่น วัดศรีลังกา เป็นต้น

การได้มาเยือนสารนาถเป็นการสัมผัสถึงจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่เปลี่ยนแปลงโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้แสวงบุญได้เจริญรอยตามทางแห่งปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ

4. กุสินารา (Kushinagar): สถานที่ปรินิพพานแห่งพระพุทธองค์

Parinirvana Stupa surrounded by ancient ruins, Kushinagar, India

สังเวชนียสถานที่สำคัญลำดับสุดท้ายในพระพุทธศาสนา เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน (มรณภาพ) ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงประชวรและเสด็จมายังสาลวโนทยาน ซึ่งเป็นป่าไม้สาละของมัลลกษัตริย์ ณ เมืองกุสินารา การได้มาเยือนกุสินาราทำให้พุทธศาสนิกชนได้สัมผัสถึงความไม่เที่ยงของสังขาร และตระหนักถึงพระธรรมคำสอนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือเป็นการปิดท้ายเส้นทางแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานอย่างครบถ้วน ภายในบริเวณกุสินารามีโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่

  • มหาปรินิพพานวิหาร (Mahaparinirvana Temple): วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพานขนาดใหญ่ทำจากหินทรายแดง แสดงพุทธลักษณะที่งดงามและสงบนิ่งในท่าสีหไสยา
  • มหาปรินิพพานสถูป (Parinirvana Stupa): สถูปทรงบาตรคว่ำสูง 70 ฟุต ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารมหาปรินิพพาน สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการปรินิพพาน ก่อนจะได้รับการบูรณะต่อเติมมาหลายยุคสมัย และพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งได้ถูกบรรจุไว้ ณ สถูปแห่งนี้
  • มกุฏพันธนเจดีย์ (Ramabhar Stupa): หรือ ‘รามภาร์สถูป’ (Ramabhar Stupa) เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า อยู่ห่างจากมหาปรินิพพานวิหารประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นสถูปขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยอิฐตั้งอยู่บนเนินดิน และเป็นจุดที่พุทธศาสนิกชนนิยมเดินทางมาสักการะและรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ

การเดินทางไปเยือน 4 สังเวชนียสถาน อาจไม่ใช่ทริปที่สะดวกสบายที่สุด แต่คุณจะได้สัมผัสกับหนึ่งในการเดินทางที่อิ่มใจและเป็นประสบการณ์ที่จะมอบมุมมองใหม่ๆ เพื่อเป็นพลังบวกให้กับชีวิต ที่สำคัญก่อนเดินทางไปแสวงบุญควรมี ‘ชับบ์ประกันเดินทางต่างประเทศ’ (Chubb Travel Insurance) มืออาชีพด้านประกันเดินทาง ที่พร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชั่วโมง