10 ที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ยอดฮิต 2026 เที่ยวครบทั้งภูเขา ทะเลสาบ
สวิตเซอร์แลนด์ เป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 6.8 ล้านคนต่อปี (สถิติจาก Swiss Tourism Statistics 2022) ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็งสีขาว ตัดกับทะเลสาบสีเทอควอยซ์ที่ดูเหนือจริง ราวกับกระจกที่สะท้อนภาพความงดงามของธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาแอลป์ครอบคลุมพื้นที่กว่า 60% ของประเทศ รายล้อมด้วยบ้านเรือนน่ารัก ๆ และปราสาทที่มีป้อมปราการเหมือนในเทพนิยาย จนถึงสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง Chapel Bridge, Jungfraujoch, Interlaken, Lauterbrunnen และ Zermatt
ชวนคุณมาทำความรู้จัก 10 ที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกฉบับอัปเดตล่าสุด เป็นไอเดียดี ๆ ในการไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ด้วยตัวเอง ไปเที่ยวดินแดนในฝันทั้งทีต้องมีประกันการเดินทางของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) เพื่อความอุ่นใจ จะทริปไหนก็เหมือนมีผู้ช่วยมือหนึ่งที่คอยดูแลคุณและสมาชิกอย่างดีที่สุดเสมอ
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
- ยอดเขาจุงเฟรายอค (Jungfraujoch)
- อินเทอร์ลาเคน (Interlaken)
- เซอร์แมท (Zermatt)
- ซูริก (Zurich)
- เลาเทอร์บรุนเนิน (Lauterbrunnen)
- สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge)
- ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz)
- กรินเดลวัลด์ (Grindelwald)
- เจนีวา (Geneva)
- เบิร์น (Bern)
1. ยอดเขาจุงเฟรายอค (Jungfraujoch)
จุงเฟรายอค หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ยอดเขาที่สูงสุดในยุโรป" ที่คนสามารถขึ้นไปได้โดยไม่ต้องปีนเขา มีความสูง 3,466 เมตร ส่วนยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์คือ Mont Blanc ซึ่งมีความสูง 4,810.45 เมตร จุงเฟรายอคเป็นช่องสันเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งอยู่ในรัฐเบิร์น (Bern) เมืองหลวงโดยพฤตินัยของสวิสเซอร์แลนด์ เพราะเป็นที่ตั้งของรัฐบาล สภาสหพันธ์ และศาลฎีกา ส่วนการจะไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้คุณก็สามารถนั่งรถไฟสายจุงเฟรา (Jungfrau Railway) สีแดงสดใสจากเมืองอินเทอร์ลาเคน (Interlaken) จนถึงสถานีรถไฟจุงเฟรายอคได้เลย โดยสถานีรถไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 3,454 เมตร และเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปอีกด้วย
2. อินเทอร์ลาเคน (Interlaken)
อินเทอร์ลาเคน เป็นศูนย์กลางของความงามอันน่าทึ่งของธรรมชาติ ที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าหลงใหลที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เมืองตากอากาศที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบ 2 แห่งที่สวยงามอย่าง Thun Lake และ Brienz Lake ภาพของหิมะสีขาวที่ปกคลุมภูเขาและจุงเฟรายอคในตำนาน เพิ่มความรู้สึกตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปเห็นด้วยตาสักครั้ง ที่นี่มีรีสอร์ทชิค ๆ ให้เช็คอินหลายแห่ง รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่การแล่นเรือใบ ปีนเขา เดินป่า ไปจนถึงขี่ม้า ท่ามกลางภูมิประเทศที่สวยงามจนแทบลืมหายใจ
อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ยอดนิยมของเมืองคือ ย่านเมืองเก่าอินเทอร์ลาเคน (Interlaken Old Town) ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความสวยงามของเทือกเขาแอลป์อันยิ่งใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีถนนหนทางแต่ก็ปราศจากรถยนต์ มีบ้านเรือน ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และร้านค้าน่ารัก ๆ ให้เดินช้อปได้อย่างเพลิดเพลิน มีโบสถ์เก่าแก่ประจำเมือง (City Church Interlaken) สถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ และปิดท้ายด้วยการขึ้นกระเช้าไฟฟ้าชื่นชมความสวยงามของจุดชมวิวฮาร์เดอร์ คุล์ม (Harder Kulm) ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาแอลป์ได้แบบ 360 องศา
3. เซอร์แมท (Zermatt)
เซอร์แมทเป็นหมู่บ้านตากอากาศในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โอบล้อมด้วยทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขาแอลป์ ไฮไลต์อยู่ที่ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) รูปทรงคล้ายพีระมิดที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความสูง 4,478 เมตร และเป็นหนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ด้วยความสวยงามราวภาพฝันนี่เองที่ทำให้นักปีนเขาหลายคนอยากจะพิชิตแมทเทอร์ฮอร์น (แต่ทั้งสวยงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน) แล้วยังเป็นฉากหลังของภาพยนตร์หลายเรื่องอย่าง The Matterhorn (1955) และ Cliffhanger (1993) รวมถึงปรากฎอยู่บนโลโก้ของช็อกโกแลต Toblerone อีกด้วย
นอกจากนี้ เซอร์แมทเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเล่นสกีและสโนว์บอร์ด แล้วยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น เดินป่า ล่องแก่ง และขี่จักรยาน ส่วนเชิงเขาแมทเทอร์ฮอร์นยังมี ให้เดินเล่นริมน้ำได้แบบชิลล์ ๆ อย่าลิมแวะจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นและเทือกเขาแอลป์ได้อย่างสวยงามอลังการ เสน่ห์ของเมืองนี้ยังอยู่ที่ ที่ปราศจากรถยนต์แต่ก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และร้านรวงมากมาย ส่วนคนที่รักการผจญภัยต้องไม่พลาด สวนสนุกท่ามกลางหิมะที่ไม่เหมือนที่ไหน ตั้งอยู่บนยอดเขา Gornergrat ที่ที่คุณจะได้เล่นสกี สโนว์บอร์ด และสโนว์ทิวบ์ (Snow Tube) ท้าทายความหนาว
4. ซูริก (Zurich)
ซูริกเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจที่สำคัญของโลก ด้วยสวิตเซอร์แลนด์ไม่มีเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ แต่มีเมืองที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจคือ เบิร์น (Bern) และซูริก (Zurich) หากเบิร์นเป็นเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ซูริกก็เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติอันสวยงามเนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่ริมทะเลสาบซูริก บริเวณเชิงเขาแอลป์ จึงเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการเดินเล่น จิบกาแฟ ช้อปปิ้ง และชิลล์ไปกับวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ของชาวเมืองซูริก
มาถึงเมืองซูริกแล้วต้องแวะไปเยี่ยมชมความสวยงามของโบสถ์ฟรอมึนสเตอร์ (Fraumünster) ที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยหน้าต่างกระจกสีที่ออกแบบโดย Marc Chagall ช้อปปิ้งที่ย่านถนนบานฮอฟชตราสเซอ (Bahnhofstrasse) ถนนสายช้อปปิ้งที่หรูหราที่สุดของซูริก ขึ้นที่สูงเพื่อชมวิวพานอรามาของเมืองที่เนินลินเดนฮอฟ (Lindenhof) สวนสาธารณะบนเนินเขา ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างสวยงาม ล่องเรือในทะเลสาบซูริก และลิ้มลองช็อกโกแลตสวิสที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทำให้ซูริกจึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่ควรพลาด
5. เลาเทอร์บรุนเนิน (Lauterbrunnen)
หมู่บ้านในรัฐเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่กำลังเนื้อหอมในหมู่นักท่องเที่ยว ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชัน รายล้อมด้วยน้ำตกน้อยใหญ่ถึง 72 แห่ง ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป โดยเฉพาะ ในหุบเขาเลาเทอร์บรุนเนน (Lauterbrunnen Valley) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าทึ่งที่สุด ด้วยน้ำตก 10 สายที่ไหลตกลงมาภายในภูเขา ซึ่งก็คือน้ำตกทรึมเมลบาค (Trümmelbach Falls) น้ำตกธารน้ำแข็งใต้ภูเขาที่เปิดให้เข้าชมได้แห่งเดียวในยุโรป
เช่นเดียวกับภาพความสวยงามตระการตาของ สถานที่แห่งหนึ่งในโลกที่สวยงามจนแทบลืมหายใจ หลายคนถึงกับต้องแวะเป็นระยะ ๆ เพื่อหยุดถ่ายภาพอันสวยงามของธรรมชาติที่ดูราวกับสรวงสวรรค์ เรียกว่าจะมองมุมไหนหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยว ทำให้เลาเทอร์บรุนเนินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับการเดินป่า ปีนเขา เล่นสกี และกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ แล้วยังเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเดินทางไปยังยอดเขาจุงเฟรายอค (Jungfraujoch) อีกด้วย สำหรับผู้ที่วางแผนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ เลาเทอร์บรุนเนินเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด
6. สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge)
สะพานไม้โบราณที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปสร้างขึ้นในปี 1360 ใช้เวลาก่อสร้างนานหลายปีและได้รับการจดบันทึกครั้งแรกในปี 1367 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลูเซิร์น (Lucerne) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมระหว่างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St. Peter's Chapel) ทางฝั่งขวาของแม่น้ำรอยส์กับเขตไฟรเอนฮอฟ (Freienhof district ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว) ทางฝั่งซ้าย บนสะพานไม้มีภาพวาดศิลปะกว่า 100 ภาพ เป็นที่น่าเสียดายเมื่อเหตุเพลิงไหม้ในปี 1993 ได้ทำลายภาพวาดเหล่านั้นไปหลายภาพ ถึงอย่างนั้น สะพานก็ได้รับการซ่อมแซมจนสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้งในปี 1994
ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความยาวของสะพานลดลงเรื่อย ๆ เดิมทีมีความยาวประมาณ 279 เมตร ถูกตัดให้สั้นลงเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนและโครงการพัฒนาเมือง ถึงอย่างนั้น สะพานไม้ชาเปลก็ยังเติมเต็มความสวยงามของลูเซิร์น ที่ที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่เสียงฮัมเพลงในฤดูร้อนจากวงดนตรีออเคสตราและศิลปินเดี่ยว ส่วนฤดูหนาวทะเลสาบและสะพานไม้ก็ยังคงสวยงามราวกับดินแดนมหัศจรรย์ บ้านเรือนสีลูกกวาดและทางเดินริมน้ำที่มองเห็นผืนน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ด้วยการผสมผสานระหว่างเสน่ห์ของโลกยุคเก่าและความทันสมัยที่มีชีวิตชีวา ทำให้ลูเซิร์นเป็นเมืองที่จะทำให้คุณค้นพบความสุขอย่างไม่รู้จบ
7. ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz)
ทะเลสาบสีเทอควอยซ์สวยงามราวกับผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชจากธรรมชาติ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ในรัฐเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทะเลสาบเบรียนซ์มีความยาว 14 กิโลเมตร กว้าง 2.8 กิโลเมตร และลึกสุด 260 เมตร ได้รับการยกย่องว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นชื่อเรื่องน้ำใสสะอาดสีฟ้าคราม ทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ที่สวยงาม และหมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เช่น เบรียนซ์ อินเทอร์ลาเคน และอิเซลวัลด์ หมู่บ้านเหล่านี้มีร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรมมากมาย
ไม่น่าแปลกใจที่คุณจะคิดว่า ช่างภาพน่าจะแต่งสีทะเลสาบแน่ ๆ เลย ทั้งที่ในความเป็นจริง ทะเลสาบเบรียนซ์สะท้อนเฉดสีเทอร์ควอยซ์ได้อย่างสวยงามจนน่าทึ่ง โดยไม่ต้องพึ่งการแต่งภาพจากแอปพลิเคชั่นหรือ Photoshop และเป็นสีสันที่แตกต่างจากทะเลสาบอื่น ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยสีเทอร์ควอยซ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบเกิดจากตะกอนขนาดเล็กจากธารน้ำแข็งละลายที่สะสมตัวอยู่ในทะเลสาบ อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านี้ใช้เวลานานในการตกตะกอนในน้ำทะเลสาบใส จึงสร้างสีเทอร์ควอยซ์ที่สวยงามได้อย่างชัดเจน กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนทะเลสาบแห่งนี้ ได้แก่ การล่องเรือ ปั่นจักรยาน และถ่ายภาพธรรมชาติ ทะเลสาบเบรียนซ์จึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือน
8. กรินเดลวัลด์ (Grindelwald)
กรินเดลวัลด์เป็นหมู่บ้านบนเทือกเขาแอลป์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประตูสู่ภูมิภาคจุงเฟรา ตั้งอยู่เชิงหน้าผาเหนือของยอดเขาเอเกอร์ (Eiger) ที่มีชื่อเสียงด้านความสูงชัน บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากเมืองริมทะเลสาบอย่างเห็นได้ชัด เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ฟาร์มวัว และเสียงกระดิ่งที่ดังมาตามสายลม จุดที่ไม่ควรพลาดคือการนั่งกระเช้า Firstbahn ขึ้นสู่ยอดเขา First ที่ความสูงประมาณ 2,168 เมตร ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ระหว่างทางจะได้ชมทิวทัศน์ของยอดเขาเอเกอร์ เมินช์ (Mönch) และจุงเฟรา (Jungfrau)
จุดเด่นของยอด First คือ First Cliff Walk by Tissot ทางเดินเหล็กที่ยื่นออกไปเลียบหน้าผา พร้อมสะพานแขวนและจุดชมวิว สามารถเข้าชมได้ฟรีเมื่อซื้อตั๋วกระเช้าแล้ว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทาย ยังมี First Flyer ซิปไลน์ที่พุ่งด้วยความเร็วถึง 84 กิโลเมตรต่อชั่วโมง First Glider เครื่องร่อนรูปนกอินทรี รถ Mountain Cart และสกู๊ตเตอร์ลงเขา ส่วนผู้ที่ชื่นชอบความสงบสามารถเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมงไปยังทะเลสาบบาคัลพ์ (Bachalpsee) ที่สะท้อนเงายอดเขาได้สวยงาม
9. เจนีวา (Geneva)
เจนีวาเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นตัวแทนของฝั่งที่พูดภาษาฝรั่งเศส บรรยากาศของเมืองนี้แตกต่างจากโซนเทือกเขาที่พูดภาษาเยอรมันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภาษา อาหาร และวิถีชีวิตที่มีกลิ่นอายของยุโรปตอนใต้ เจนีวายังเป็นศูนย์กลางการทูตระดับโลก เป็นที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติ (UN) และกาชาดสากล
สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเจนีวาคือ Jet d'Eau น้ำพุกลางทะเลสาบที่พุ่งน้ำสูงถึง 140 เมตร ด้วยอัตราประมาณ 500 ลิตรต่อวินาที เดิมทีน้ำพุนี้เป็นเพียงวาล์วระบายแรงดันน้ำของโรงไฟฟ้าในศตวรรษที่ 19 ก่อนจะกลายเป็นแลนด์มาร์กของเมือง บริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบเจนีวา (Lake Geneva) ยังมีสวนอังกฤษ (Jardin Anglais) ที่มีนาฬิกาดอกไม้ (l'horloge fleurie) เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม
นอกจากนี้ ย่านเมืองเก่า (Vieille Ville) มีถนนปูหิน ร้านกาแฟ และมหาวิหารแซงปีแยร์ (Cathédrale Saint-Pierre) อายุกว่า 800 ปี ที่สามารถปีนหอคอยขึ้นไปชมวิวเมืองได้ สำหรับผู้ที่มีเวลา แนะนำให้ล่องเรือในทะเลสาบเจนีวาเพื่อชมทิวทัศน์ภูเขาและผืนน้ำที่สวยงาม
10. เบิร์น (Bern)
ปิดท้ายด้วยเบิร์น เมืองที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยมักมองข้าม ที่ย่านเมืองเก่า (Old Town) ของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO มาตั้งแต่ปี 1983 ตัวเมืองเก่าตั้งอยู่บนคุ้งแม่น้ำอาเรอ (Aare) ที่โค้งล้อมเกือบรอบเหมือนคาบสมุทรเล็ก ๆ มองจากมุมสูงจะเห็นหลังคากระเบื้องสีน้ำตาลแดงเรียงตัวกันเป็นระเบียบสวยงาม
จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือหอนาฬิกาซีทกล็อกเกอ (Zytglogge) ที่มีนาฬิกาดาราศาสตร์อายุเกือบ 500 ปี ทุกชั่วโมงจะมีตุ๊กตากลไกรูปหมีออกมาเดินขบวนให้นักท่องเที่ยวยืนรอดูกัน เดินต่อไปตามถนนจะพบทางเดินมีหลังคา (Lauben) ที่ยาวรวมกว่า 6 กิโลเมตร นับเป็นหนึ่งในทางเดินช้อปปิ้งแบบมีหลังคาที่ยาวที่สุดในยุโรป จึงสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าได้แม้ในวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองคือหมี ซึ่งเป็นสัตว์ประจำเมือง เดินข้ามสะพานไปจะเจอสวนหมี (BärenPark) ริมแม่น้ำอาเรอที่เลี้ยงหมีสีน้ำตาล และเปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่ต้องการชมวิวเมืองเก่าสามารถขึ้นไปที่สวนกุหลาบ (Rosengarten) บนเนินเขา หรือจะแวะบ้านไอน์สไตน์ (Einstein House) บนถนน Kramgasse ที่ครั้งหนึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยพักและพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพก็ได้เช่นกัน
ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันของคนทั่วโลก อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมในแต่ละฤดูกาล สำคัญที่สุดทริปไหน ๆ ก็อุ่นใจเมื่อซื้อประกันการเดินของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ที่พร้อมดูแลคุณในทุกเส้นทางครอบคลุมทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง หรือจะเป็นการชดเชยไฟล์ตดีเลย์ และความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมาย มีให้เลือกทั้งประกันการเดินทางต่างประเทศรายเที่ยวหรือรายปีสำหรับนักเดินทางประจำ เพื่อให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวลตลอดทริป สนใจประกันภัยการเดินทางชับบ์ สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์หรือ โทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: mySwitzerland.com, Swiss Federal Statistical Office
คำถามที่พบบ่อย
Q: ช่วงไหนของปีเหมาะกับการไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มากที่สุด
A: ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ต้องการ ถ้าชอบทุ่งหญ้าเขียว ทะเลสาบใส และเดินเขา ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศเหมาะสม แต่หากต้องการเล่นสกีและชมหิมะ แนะนำให้เดินทางช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการพบนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แนะนำให้เลือกเดินทางช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หรือเดือนตุลาคม ที่คนน้อยลงและราคาที่พักมักถูกกว่า ส่วนยอดเขาสูงอย่างจุงเฟรายอคนั้นมีหิมะให้เห็นได้เกือบทั้งปีอยู่แล้ว
Q: คนไทยต้องขอวีซ่าก่อนไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ไหม
A: จำเป็นต้องขอวีซ่า เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในกลุ่มประเทศเชงเก้น (Schengen) ผู้ถือพาสปอร์ตไทยต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นประเภทท่องเที่ยว (Type C) ก่อนเดินทาง ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ราว 90 ยูโร (ประมาณ 3,500 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ ยื่นผ่านศูนย์รับคำร้อง VFS Global หรือสถานทูต และควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ถึง 4 สัปดาห์ ข้อควรทราบคือระบบ ETIAS ที่มีการกล่าวถึงนั้นใช้กับประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเท่านั้น คนไทยจึงยังต้องใช้วีซ่าเชงเก้นแบบเต็มรูปแบบเช่นเดิม
Q: ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ควรใช้เวลากี่วันถึงจะคุ้ม
A: ถ้าเน้นไฮไลต์หลักอย่างจุงเฟรายอค อินเทอร์ลาเคน และเมืองใหญ่สัก 1 ถึง 2 เมือง ราว 5 ถึง 7 วันก็เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวโดยไม่เร่งรีบ แต่ถ้าอยากเก็บให้ครบทั้งโซนเทือกเขาและเมืองใหญ่หลายแห่ง รวมถึงเผื่อเวลาให้วันที่อากาศไม่เป็นใจ ควรเผื่อเวลาเป็น 8 ถึง 10 วันจะเหมาะสมกว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ค่าครองชีพค่อนข้างสูง การวางแผนจำนวนวันอย่างเหมาะสมจึงช่วยควบคุมงบประมาณได้มาก
Q: เดินทางในสวิตเซอร์แลนด์อย่างไรสะดวกที่สุด และ Swiss Travel Pass คุ้มไหม
A: ระบบขนส่งสาธารณะของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องความตรงเวลาและครอบคลุม ทั้งรถไฟ รถบัส และเรือ เชื่อมต่อกันได้แทบทุกเมือง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องย้ายเมืองบ่อยและนั่งรถไฟหลายเที่ยว บัตร Swiss Travel Pass ที่ให้นั่งได้ไม่จำกัดพร้อมส่วนลดขึ้นกระเช้าหลายแห่งมักจะคุ้มกว่าการซื้อตั๋วทีละใบ แต่หากเดินทางอยู่เพียงโซนเดียว หรือพักในเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นเวลานาน การซื้อตั๋วเป็นรายเที่ยวอาจประหยัดกว่า แนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากแอปพลิเคชัน SBB ก่อนตัดสินใจ
Q: สวิตเซอร์แลนด์ใช้สกุลเงินอะไร และคนที่นั่นพูดภาษาอะไร
A: สวิตเซอร์แลนด์ใช้สกุลเงินฟรังก์สวิส (CHF) ไม่ใช่ยูโร แม้บางร้านในเมืองท่องเที่ยวจะรับยูโรอยู่บ้าง แต่มักได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ค่อยดีนัก ส่วนเรื่องภาษา ที่นี่มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโรมานช์ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ภูมิภาคไหน เช่น ซูริกใช้เยอรมัน เจนีวาใช้ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ในเมืองท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งส่วนใหญ่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้โดยสะดวก