เที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง: วีซ่า ช่วงเวลา และ 5 ที่เที่ยวแคนาดาห้ามพลาด
แคนาดาไม่ใช่ปลายทางที่อยากเที่ยวก็บินได้เลย แต่ก่อนไปต้องขอวีซ่า ต้องเลือกฤดู ต้องรู้ว่าจะไปฝั่งไหน แต่พอไปถึงแล้วจะเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงยอมเตรียมตัวเป็นเดือน ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่เห็นในรูปไม่ได้แต่งสี และเมืองที่นั่นก็สะอาดกับปลอดภัยจนน่าอิจฉา ใครกำลังวางแผนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง ชับบ์รวมทุกอย่างที่ต้องรู้ไว้ให้แล้วที่นี่
ยาวไปเลือกอ่านได้นะ
สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยจำเป็นต้องขอวีซ่า โดยคุณต้องยื่นเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อขอวีซ่าแคนาดาผ่านทางเว็บไซต์ IRCC เช่น หลักฐานทางการเงิน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน, ใบรับรองการทำงาน (ถ้ามี), พาสปอร์ตที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน, เอกสารเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) และแผนการท่องเที่ยว หลังยื่นเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมแล้ว (ประมาณ 185 CAD) คุณจะได้รับการนัดหมายเพื่อเดินทางไปถ่ายรูปและสแกนลายนิ้วมือ (Biometrics) ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าแคนาดา VFS Global จากนั้นรอผลพิจารณา ซึ่ง IRCC แจ้งค่าเฉลี่ยของใบสมัครจากต่างประเทศไว้ที่ราว 30 วัน (แต่ละช่วงไม่เท่ากัน ขึ้นกับปริมาณใบสมัคร) หากผ่านจะได้รับคำสั่งให้ส่งเล่มพาสปอร์ตจริงไปที่ VFS
แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องยื่นวีซ่าเต็มรูปแบบนะ
ตั้งแต่ปี 2023 แคนาดาเพิ่มไทยเข้าโครงการ eTA (Electronic Travel Authorization) แบบมีเงื่อนไข ถ้าคุณเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ขอแค่ eTA ค่าธรรมเนียม 7 CAD ก็พอ ไม่ต้องยื่นวีซ่าให้ยุ่งยาก
- เคยถือวีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา (TRV) ภายใน 10 ปีที่ผ่านมา หรือ
- ถือวีซ่าสหรัฐฯ ประเภทชั่วคราว (Non-immigrant) ที่ยังไม่หมดอายุ ณ วันที่ยื่นขอ eTA
ข้อแม้สำคัญคือต้องเข้าแคนาดา "ทางอากาศ" เท่านั้น ถ้าขับรถ นั่งรถบัส รถไฟ หรือเรือสำราญข้ามมาจากฝั่งอเมริกา ยังต้องใช้วีซ่าอยู่ดี และ eTA ส่วนใหญ่อนุมัติภายในไม่กี่นาที คุ้มมากถ้าคุณเข้าเงื่อนไข
ข้อควรรู้: แนะนำให้เผื่อเวลาในการขอวีซ่าล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน เนื่องจากระยะเวลาการพิจารณาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงฤดูกาล
แคนาดาเป็นประเทศที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล โดยมีช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการท่องเที่ยว ดังนี้:
- เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม: เป็นช่วง High Season ที่อากาศอบอุ่นและเดินทางสะดวกสบายที่สุด ทะเลสาบจะกลายเป็นสีเทอร์ควอยซ์สวยงามตามธรรมชาติ และมีเทศกาลระดับโลกให้ตื่นตาตื่นใจ
- เดือนกันยายน - ตุลาคม: เป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามระดับโลก อากาศเริ่มเย็นสบายแต่ไม่หนาวจัด ผู้คนเริ่มบางตาลงทำให้ท่องเที่ยวได้อย่างสงบมากขึ้น และราคาที่พักมักจะเริ่มปรับตัวลดลงจากช่วงหน้าร้อน
- เดือนธันวาคม - มีนาคม: หน้าหนาวเต็มตัว หนาวจริงจังถึงติดลบ 20 องศาในบางพื้นที่ แต่แลกมากับกิจกรรมที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ทั้งเล่นสกีที่ Whistler และ Banff, ตามล่าแสงเหนือที่เมือง Yellowknife, สเก็ตน้ำแข็งบนคลอง Rideau กลางกรุงออตตาวา และเทศกาล Winter Carnival ที่ควิเบกซิตี้ ใครไม่กลัวหนาวช่วงนี้คุ้มมาก
- เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน: ช่วงรอยต่อที่คนไทยมักมองข้าม นักท่องเที่ยวยังไม่แน่น ราคาตั๋วกับที่พักถูกกว่าหน้าร้อนพอสมควร ดอกไม้เริ่มบาน แต่ต้องยอมรับว่าบางเส้นทางบนภูเขายังปิดอยู่ เช่น ถนนเข้า Moraine Lake ที่เพิ่งเปิดต้นเดือนมิถุนายน
5 ที่เที่ยวแคนาดา ห้ามพลาด! ปักหมุดพิกัดระดับโลก
เมื่อพูดถึงที่เที่ยวแคนาดา เจ้าของฉายา “ดินแดนแห่งใบเมเปิล” (Land of Maple Leaf) สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีและเป็นตราสัญลักษณ์บนธงชาติแคนาดา มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งติดอันดับแลนด์มาร์กโลก ชับบ์ คัดเลือก 5 สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดเมื่อไปเยือนแคนาดา
1. น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)
หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดในโลก น้ำตกขนาดมหึมาที่ทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างมณฑลออนแทรีโอ แคนาดา กับรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยฝั่งแคนาดาจะได้ชม “Horseshoe Falls” (น้ำตกเกือกม้า) ส่วนที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของน้ำตกไนแองการ่า นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว น้ำตกไนแองการ่ายังเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric power) ที่สำคัญให้กับทั้งสองประเทศ กิจกรรมที่ห้ามพลาด คือการล่องเรือ “Maid of the Mist” เข้าไปสัมผัสละอองน้ำจากน้ำตกไนแองการ่าอย่างใกล้ชิด หรือชมแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างตัวน้ำตกในยามค่ำคืน
2. อุทยานแห่งชาติแบนฟ์ (Banff National Park)
สวรรค์บนดินในรัฐอัลเบอร์ตา (Alberta) อุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดของแคนาดา โดดเด่นด้วยทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์อย่าง Lake Louise และ Moraine Lake ที่น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้าคล้ายอัญมณี ซึ่งเกิดจากการสะท้อนแสงของผงหินละเอียด (Rock Flour) ที่ไหลมาพร้อมกับการละลายของธารน้ำแข็ง โอบล้อมด้วยยอดเขาสูงชันที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้า Banff Gondola ขึ้นไปบนยอดเขา Sulphur Mountain เพื่อชมวิวเมืองแบนฟ์ในแบบพานอรามา อีกทั้งเส้นทางจากอุทยานแห่งชาติแบนฟ์ไปยังอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper) ที่เรียกว่า Icefields Parkway (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง) ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในเส้นทางขับรถที่สวยที่สุดในโลก” อีกด้วย
เรื่องที่ต้องรู้ก่อนไป: ตั้งแต่ปี 2023 Parks Canada ปิดถนนเข้า Moraine Lake ไม่ให้รถส่วนตัวขึ้นอีกต่อไป ทางเดียวที่เข้าได้คือรถชัตเทิลของ Parks Canada, Roam Transit หรือทัวร์ที่ได้รับอนุญาต ต้องจองล่วงหน้าและรอบเช้ามักเต็มภายในไม่กี่นาทีหลังเปิดจอง ถนนเส้นนี้เปิดแค่ประมาณต้นมิถุนายนถึงกลางตุลาคม นอกช่วงนี้ปิดยาวเพราะหิมะและความเสี่ยงหิมะถล่ม ใครวางแผนขับรถไปเองต้องเปลี่ยนแผนตั้งแต่ตอนนี้เลย
3. เมืองโตรอนโต (Toronto)
เมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาและเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากคุณชอบบรรยากาศเมืองใหญ่ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับย่านประวัติศาสตร์ และความมีชีวิตชีวาของผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก โตรอนโตคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด แลนด์มาร์กสำคัญคือ CN Tower ชมวิวทิวทัศน์เมืองโตรอนโตแบบ 360 องศาฯ ที่อดีตหอคอยที่สูงที่สุดในโลก เดินชมย่านประวัติศาสตร์ที่ The Distillery District อดีตโรงกลั่นเหล้าที่ดัดแปลงเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ ร้านอาหารเก๋ ๆ และถนนปูอิฐแดงที่มีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก Royal Ontario Museum (ROM) ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น (รูปทรงผลึกแก้ว) ตลาด St. Lawrence และบรรยากาศเมืองที่ทันสมัยแต่แฝงด้วยความอบอุ่น
4. เมืองควิเบกซิตี้ (Quebec City)
หากคุณอยากสัมผัสบรรยากาศเหมือนยุโรปกลาง ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามตระการตา ไม่มีที่ไหนในแคนาดาจะตอบโจทย์เท่ากับ ควิเบกซิตี้ เมืองมรดกโลกโดย UNESCO ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมฝรั่งเศสไว้อย่างเหนียวแน่น ชาวเมืองใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก คุณจะได้ยินผู้คนทักทายด้วยคำว่า “Bonjour” และป้ายร้านค้าที่เป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด เต็มไปด้วยย่านเมืองเก่า (Old Quebec) ที่เต็มไปด้วยตึกอิฐเก่าแก่ Petit Champlain ถนนสายเล็กปูด้วยหิน ตกแต่งด้วยโคมไฟและป้ายร้านค้าสไตล์วินเทจ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก” และโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac ดูราวกับปราสาทบนเนินเขาในเทพนิยาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่มีเทศกาล Winter Carnival ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก
5. แวนคูเวอร์ (Vancouver)
เมืองท่าริมชายฝั่งที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยของเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอยู่หลายครั้ง แวนคูเวอร์ ล้อมรอบด้วยทะเล ภูเขา และมีสวนสาธารณะริมทะเลขนาดใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์กอย่าง Stanley Park เหมาะกับการขี่จักรยานชมวิวที่สวยงาม และย่าน Gastown ย่านที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ตกแต่งสไตล์วิกตอเรียนและถนนปูหินแบบโบราณ ไฮไลต์อยู่ที่ Steam Clock (นาฬิกาไอน้ำ) ที่จะพ่นไอน้ำและส่งเสียงทุก ๆ 15 นาที รายล้อมด้วยร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่เก๋ ๆ มากมาย
เรื่องควรรู้ก่อนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง
การวางแผนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหากมีการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งการยื่นวีซ่าล่วงหน้าก่อนเดินทางอย่างน้อย 1-2 เดือน การเลือกช่วงเวลาเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ สำหรับคนที่อยากขับรถเที่ยวแคนาดา ชับบ์ รวมเรื่องควรรู้มาฝาก
- พวงมาลัยซ้าย: แคนาดาขับรถชิดขวาเหมือนอเมริกาและยุโรปส่วนใหญ่ และต้องใช้ใบขับขี่สากลควบคู่กับใบขับขี่ตัวจริงจากประเทศไทย ในหลายพื้นที่ (ยกเว้นเกาะมอนทรีออล) คุณสามารถเลี้ยวขวาผ่านตลอดที่สัญญาณไฟแดงได้หลังจากจอดรถหยุดนิ่งและปลอดภัยแล้ว
- เวลาในการเดินทาง: แคนาดาเป็นประเทศที่กว้างมาก การบินจากฝั่งตะวันออก (Toronto) ไปฝั่งตะวันตก (Vancouver) ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง (พอ ๆ กับบินจากไทยไปญี่ปุ่น) แนะนำให้เลือกท่องเที่ยวเป็นโซน เช่น ฝั่งตะวันตก (Rockies / Vancouver) หรือ ฝั่งตะวันออก (Toronto / Quebec / Montreal) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ราคาบนป้ายสินค้า หรือเมนูอาหารมักยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแต่ละรัฐจะเก็บไม่เท่ากัน (ประมาณ 5% - 15%) โดยจะบวกเพิ่มที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน
- วัฒนธรรมการให้ทิป: ในร้านอาหารที่มีบริการ (Sit-down restaurants) เป็นค่าธรรมเนียมที่ต้องให้ทิปประมาณ 15% - 20% ของค่าอาหารก่อนภาษี
- ปลั๊กไฟและกระแสไฟฟ้า: แคนาดาใช้แรงดันไฟฟ้า 120V และปลั๊กไฟแบบ Type A และ B (ขาแบน 2 ขา หรือ 3 ขาเหมือนที่ใช้ในไทยและอเมริกา) อุปกรณ์ไฟฟ้าจากไทยส่วนใหญ่ที่รองรับ 110-240V สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องมีตัวแปลงแรงดันไฟฟ้า
- เขตเวลาและเบอร์ฉุกเฉิน: แคนาดามีถึง 6 เขตเวลา ฝั่งแวนคูเวอร์ช้ากว่าไทย 14-15 ชั่วโมง ส่วนโตรอนโตช้ากว่าไทย 11-12 ชั่วโมง (ต่างกันตามช่วง Daylight Saving) จองรถ จองที่พัก หรือนัดหมายอะไรให้เช็กเขตเวลาของเมืองนั้นก่อนทุกครั้ง และจำเบอร์ 911 ไว้ให้ขึ้นใจ ใช้ได้ทั้งเหตุด่วนทางการแพทย์ ตำรวจ และดับเพลิงทั่วประเทศ
- ค่าอุทยานแห่งชาติ: ถ้าแผนทริปมีอุทยานอย่างแบนฟ์หรือแจสเปอร์ ต้องซื้อบัตรผ่าน Parks Canada แยกต่างหาก ซื้อรายวันก็ได้ แต่ถ้าอยู่หลายวันหรือเข้าหลายอุทยาน Discovery Pass แบบรายปีมักคุ้มกว่า ลองคำนวณดูก่อนตัดสินใจ
ที่สำคัญการเดินทางไปแคนาดาเป็นการบินระยะไกล (Long-haul flight) ที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายชั่วโมง และมักมีการต่อเครื่อง อาจเสี่ยงต่อกระเป๋าเดินทางล่าช้า ทรัพย์สินสูญหาย หรือปัญหาสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และค่ารักษาพยาบาลในแคนาดานั้นสูงมาก
เพื่อความอุ่นใจตลอดทริป การเลือกทำประกันการเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม Chubb Travel Insurance พร้อมดูแลคุณและคนที่คุณรักทุกเส้นทาง ด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกี่ยวกับเที่ยวบิน เพื่อให้การเดินทางไปเยือนแคนาดาของคุณมีแต่ความประทับใจและไร้กังวล สามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์ หรือโทร. 0 2611 4242
อ้างอิง: Immigration, Refugees and Citizenship Canada, Government of Canada, Parks Canada, Government of Canada
คำถามที่พบบ่อย
Q: บินจากไทยไปแคนาดาใช้เวลากี่ชั่วโมง มีไฟลต์บินตรงไหม
A: มีค่ะ Air Canada บินตรงกรุงเทพฯ (BKK) ไปแวนคูเวอร์ (YVR) ใช้เวลาประมาณ 13-14 ชั่วโมง และตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2026 เส้นทางนี้เปลี่ยนเป็นบินตลอดทั้งปี จากเดิมที่บินเฉพาะหน้าหนาว ส่วนใครจะไปโตรอนโตหรือมอนทรีออล ยังต้องต่อเครื่องอยู่ (ไม่ว่าจะต่อที่แวนคูเวอร์เอง หรือผ่านโตเกียว โซล ไทเป ฮ่องกง) รวมเวลาเดินทางประมาณ 20-24 ชั่วโมง
Q: วีซ่าแคนาดา 1 ครั้ง อยู่ได้นานสุดกี่วัน
A: โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวจะได้รับอนุญาตให้พำนักได้สูงสุด 6 เดือนต่อการเข้าประเทศ 1 ครั้ง แต่ผู้ที่ตัดสินใจจริง ๆ คือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านหน้างาน ไม่ใช่ตัววีซ่า เจ้าหน้าที่อาจประทับตราให้สั้นกว่านั้นได้ ดังนั้นควรพกเอกสารที่แสดงว่าคุณจะกลับตามกำหนด เช่น ตั๋วเครื่องบินขากลับและใบจองที่พัก ติดตัวไว้เสมอ
Q: ถ้ายื่นวีซ่าแคนาดาไม่ผ่าน ยื่นใหม่ได้ไหม
A: ยื่นใหม่ได้ทันทีค่ะ การถูกปฏิเสธไม่ได้เป็นการแบนถาวร IRCC จะส่งจดหมายแจ้งเหตุผลมาให้ ให้อ่านให้ละเอียดแล้วแก้ตรงจุดนั้นก่อนยื่นรอบใหม่ เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดคือหลักฐานความผูกพันกับประเทศไทยไม่หนักแน่นพอ (เช่น งานประจำ ทรัพย์สิน ครอบครัว) หรือหลักฐานทางการเงินไม่สอดคล้องกับแผนการเดินทาง ข้อควรระวังคือค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วจะไม่ได้คืน และต้องจ่ายใหม่ทุกครั้งที่ยื่น
Q: เที่ยวแคนาดา 7-10 วัน ควรเตรียมงบประมาณเท่าไหร่
A: ขึ้นอยู่กับฤดูและสไตล์การเที่ยวพอสมควร แต่ถ้าประเมินคร่าว ๆ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับอยู่ราว 35,000-60,000 บาท ที่พักระดับกลาง 3,000-6,000 บาทต่อคืน ค่าอาหารประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อวัน (อย่าลืมบวกภาษีกับทิปด้วย) ถ้าเช่ารถเพิ่มอีกวันละ 2,000-3,500 บาทรวมประกันและน้ำมัน รวมแล้วทริป 7-10 วันมักอยู่ที่ประมาณ 100,000-180,000 บาทต่อคน ช่วง High Season เดือนกรกฎาคม-สิงหาคมจะแพงกว่านี้อีกพอสมควร
Q: ที่แคนาดาควรพกเงินสดไปเท่าไหร่ รูดบัตรได้ทุกที่ไหม
A: แคนาดาใช้สกุลเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) และเป็นสังคมไร้เงินสดค่อนข้างมาก ร้านค้า ร้านอาหาร แท็กซี่ รับบัตรเครดิตและ contactless แทบทุกที่ ถ้าจะพกเงินสดก็ประมาณ 200-400 CAD ต่อคนก็เหลือเฟือ ไว้ใช้กับทิป ตู้จอดรถบางจุด และร้านเล็ก ๆ ในเมืองรอง แนะนำแจ้งธนาคารก่อนเดินทางว่าจะใช้บัตรที่แคนาดา เพื่อไม่ให้ระบบล็อกบัตรจากการใช้งานต่างประเทศ