Skip to Main Content

วางแผนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง: สรุปเรื่องวีซ่า ฤดูกาล และที่เที่ยวระดับโลก

woman-with-canadian-flag-overlooking-moraine-lake-banff

เที่ยวแคนาดาต้องขอวีซ่าไหม

สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยจำเป็นต้องขอวีซ่า โดยคุณต้องยื่นเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อขอวีซ่าแคนาดาผ่านทางเว็บไซต์ IRCC เช่น หลักฐานทางการเงิน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน, ใบรับรองการทำงาน (ถ้ามี), พาสปอร์ตที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน, เอกสารเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) และแผนการท่องเที่ยว หลังยื่นเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมแล้ว (ประมาณ 185 CAD) คุณจะได้รับการนัดหมายเพื่อเดินทางไปถ่ายรูปและสแกนลายนิ้วมือ (Biometrics) ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าแคนาดา VFS Global จากนั้นรอผลพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ (หรือมากกว่า) หากผ่านจะได้รับคำสั่งให้ส่งเล่มพาสปอร์ตจริงไปที่ VFS

**ข้อควรรู้: แนะนำให้เผื่อเวลาในการขอวีซ่าล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน เนื่องจากระยะเวลาการพิจารณาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงฤดูกาล

แคนาดา เที่ยวช่วงไหนดี: สรุปฤดูกาลและกิจกรรมไฮไลต์

A woman stands draped in the Canadian flag at Lake Moraine

แคนาดาเป็นประเทศที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล โดยมีช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการท่องเที่ยว ดังนี้:

  • เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม: เป็นช่วง High Season ที่อากาศอบอุ่นและเดินทางสะดวกสบายที่สุด ทะเลสาบจะกลายเป็นสีเทอร์ควอยซ์สวยงามตามธรรมชาติ และมีเทศกาลระดับโลกให้ตื่นตาตื่นใจ
  • เดือนกันยายน - ตุลาคม: เป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามระดับโลก อากาศเริ่มเย็นสบายแต่ไม่หนาวจัด ผู้คนเริ่มบางตาลงทำให้ท่องเที่ยวได้อย่างสงบมากขึ้น และราคาที่พักมักจะเริ่มปรับตัวลดลงจากช่วงหน้าร้อน

5 ที่เที่ยวแคนาดา ห้ามพลาด! ปักหมุดพิกัดระดับโลก

เมื่อพูดถึงที่เที่ยวแคนาดา เจ้าของฉายา  “ดินแดนแห่งใบเมเปิล” (Land of Maple Leaf) สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีและเป็นตราสัญลักษณ์บนธงชาติแคนาดา มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งติดอันดับแลนด์มาร์กโลก ชับบ์ คัดเลือก 5 สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดเมื่อไปเยือนแคนาดา

1. น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

Niagara Falls, Horseshoe, Canada

หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดในโลก น้ำตกขนาดมหึมาที่ทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างมณฑลออนแทรีโอ แคนาดา กับรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยฝั่งแคนาดาจะได้ชม “Horseshoe Falls” (น้ำตกเกือกม้า) ส่วนที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของน้ำตกไนแองการ่า นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว น้ำตกไนแองการ่ายังเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric power) ที่สำคัญให้กับทั้งสองประเทศ กิจกรรมที่ห้ามพลาด คือการล่องเรือ “Maid of the Mist” เข้าไปสัมผัสละอองน้ำจากน้ำตกไนแองการ่าอย่างใกล้ชิด หรือชมแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างตัวน้ำตกในยามค่ำคืน

2. อุทยานแห่งชาติแบนฟ์ (Banff National Park)

Moraine Lake, Banff National Park, Canada

สวรรค์บนดินในรัฐอัลเบอร์ตา (Alberta) อุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดของแคนาดา โดดเด่นด้วยทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์อย่าง Lake Louise และ Moraine Lake ที่น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้าคล้ายอัญมณี ซึ่งเกิดจากการสะท้อนแสงของผงหินละเอียด (Rock Flour) ที่ไหลมาพร้อมกับการละลายของธารน้ำแข็ง โอบล้อมด้วยยอดเขาสูงชันที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้า Banff Gondola ขึ้นไปบนยอดเขา Sulphur Mountain เพื่อชมวิวเมืองแบนฟ์ในแบบพานอรามา อีกทั้งเส้นทางจากอุทยานแห่งชาติแบนฟ์ไปยังอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper) ที่เรียกว่า Icefields Parkway (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง) ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในเส้นทางขับรถที่สวยที่สุดในโลก” อีกด้วย

3. เมืองโตรอนโต (Toronto)

Toronto's coastline at dusk, Canada

เมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาและเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากคุณชอบบรรยากาศเมืองใหญ่ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับย่านประวัติศาสตร์ และความมีชีวิตชีวาของผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก โตรอนโตคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด แลนด์มาร์กสำคัญคือ CN Tower ชมวิวทิวทัศน์เมืองโตรอนโตแบบ 360 องศาฯ ที่อดีตหอคอยที่สูงที่สุดในโลก เดินชมย่านประวัติศาสตร์ที่ The Distillery District อดีตโรงกลั่นเหล้าที่ดัดแปลงเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ ร้านอาหารเก๋ ๆ และถนนปูอิฐแดงที่มีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก Royal Ontario Museum (ROM) ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น (รูปทรงผลึกแก้ว) ตลาด St. Lawrence และบรรยากาศเมืองที่ทันสมัยแต่แฝงด้วยความอบอุ่น

4. เมืองควิเบกซิตี้ (Quebec City)

Beautiful autumn in Quebec, a UNESCO World Heritage Site, Canada

หากคุณอยากสัมผัสบรรยากาศเหมือนยุโรปกลาง ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามตระการตา ไม่มีที่ไหนในแคนาดาจะตอบโจทย์เท่ากับ ควิเบกซิตี้ เมืองมรดกโลกโดย UNESCO ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมฝรั่งเศสไว้อย่างเหนียวแน่น ชาวเมืองใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก คุณจะได้ยินผู้คนทักทายด้วยคำว่า “Bonjour” และป้ายร้านค้าที่เป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด เต็มไปด้วยย่านเมืองเก่า (Old Quebec) ที่เต็มไปด้วยตึกอิฐเก่าแก่ Petit Champlain ถนนสายเล็กปูด้วยหิน ตกแต่งด้วยโคมไฟและป้ายร้านค้าสไตล์วินเทจ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก” และโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac ดูราวกับปราสาทบนเนินเขาในเทพนิยาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่มีเทศกาล Winter Carnival ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

5. แวนคูเวอร์ (Vancouver)

A bird's-eye view of Vancouver at night, Canada

เมืองท่าริมชายฝั่งที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยของเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอยู่หลายครั้ง แวนคูเวอร์ ล้อมรอบด้วยทะเล ภูเขา และมีสวนสาธารณะริมทะเลขนาดใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์กอย่าง Stanley Park เหมาะกับการขี่จักรยานชมวิวที่สวยงาม และย่าน Gastown ย่านที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ตกแต่งสไตล์วิกตอเรียนและถนนปูหินแบบโบราณ ไฮไลต์อยู่ที่ Steam Clock (นาฬิกาไอน้ำ) ที่จะพ่นไอน้ำและส่งเสียงทุก ๆ 15 นาที รายล้อมด้วยร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่เก๋ ๆ มากมาย

เรื่องควรรู้ก่อนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง

การวางแผนเที่ยวแคนาดาด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหากมีการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งการยื่นวีซ่าล่วงหน้าก่อนเดินทางอย่างน้อย 1-2 เดือน การเลือกช่วงเวลาเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ สำหรับคนที่อยากขับรถเที่ยวแคนาดา ชับบ์ รวมเรื่องควรรู้มาฝาก

  • พวงมาลัยซ้าย: แคนาดาขับรถชิดขวาเหมือนอเมริกาและยุโรปส่วนใหญ่ และต้องใช้ใบขับขี่สากลควบคู่กับใบขับขี่ตัวจริงจากประเทศไทย ในหลายพื้นที่ (ยกเว้นเกาะมอนทรีออล) คุณสามารถเลี้ยวขวาผ่านตลอดที่สัญญาณไฟแดงได้หลังจากจอดรถหยุดนิ่งและปลอดภัยแล้ว
  • เวลาในการเดินทาง: แคนาดาเป็นประเทศที่กว้างมาก การบินจากฝั่งตะวันออก (Toronto) ไปฝั่งตะวันตก (Vancouver) ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง (พอ ๆ กับบินจากไทยไปญี่ปุ่น) แนะนำให้เลือกท่องเที่ยวเป็นโซน เช่น ฝั่งตะวันตก (Rockies / Vancouver) หรือ ฝั่งตะวันออก (Toronto / Quebec / Montreal) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ราคาบนป้ายสินค้า หรือเมนูอาหารมักยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแต่ละรัฐจะเก็บไม่เท่ากัน (ประมาณ 5% - 15%) โดยจะบวกเพิ่มที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน
  • วัฒนธรรมการให้ทิป: ในร้านอาหารที่มีบริการ (Sit-down restaurants) เป็นค่าธรรมเนียมที่ต้องให้ทิปประมาณ 15% - 20% ของค่าอาหารก่อนภาษี
  • ปลั๊กไฟและกระแสไฟฟ้า: แคนาดาใช้แรงดันไฟฟ้า 120V และปลั๊กไฟแบบ Type A และ B (ขาแบน 2 ขา หรือ 3 ขาเหมือนที่ใช้ในไทยและอเมริกา) อุปกรณ์ไฟฟ้าจากไทยส่วนใหญ่ที่รองรับ 110-240V สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องมีตัวแปลงแรงดันไฟฟ้า

ที่สำคัญการเดินทางไปแคนาดาเป็นการบินระยะไกล (Long-haul flight) ที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายชั่วโมง และมักมีการต่อเครื่อง อาจเสี่ยงต่อกระเป๋าเดินทางล่าช้า ทรัพย์สินสูญหาย หรือปัญหาสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และค่ารักษาพยาบาลในแคนาดานั้นสูงมาก

เพื่อความอุ่นใจตลอดทริป การเลือกทำประกันเดินทางต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม Chubb Travel Insurance พร้อมดูแลคุณและคนที่คุณรักทุกเส้นทาง ด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกี่ยวกับเที่ยวบิน เพื่อให้การเดินทางไปเยือนแคนาดาของคุณมีแต่ความประทับใจและไร้กังวล