หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) คืออะไร? เที่ยวยังไง อัปเดต 2026
บนโลกใบนี้ยังมีดินแดนที่ฝูงแกะเยอะกว่าชาวเมือง และวิวธรรมชาติสวยเหนือจริงราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย ดินแดนแห่งนั้นมีชื่อว่า หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) พิกัดในฝันของเหล่านักเดินทางสายธรรมชาติและช่างภาพทั่วโลก ที่ต้องการสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ไม่เหมือนที่ไหน ชับบ์ รวมคู่มือเที่ยวหมู่เกาะแฟโรฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2026 ที่จะช่วยให้ทริปในฝันเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด
หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) คืออะไร
หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) กลุ่มเกาะภูเขาไฟจำนวน 18 เกาะที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Ocean) มีพื้นที่ทั้งหมด 1,399 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสกอตแลนด์ หมู่เกาะแฟโรอยู่ภายใต้การปกครองและเป็นเขตปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก มีเมืองหลวงชื่อ “ทอร์สเฮาน์” (Tórshavn) และภาษาฟารีส (Faroese) เป็นของตนเอง แต่ใช้ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาทางการ ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 50,000 คน แต่กลับมีประชากรแกะมากถึง 80,000 ตัว ทำให้ดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “เกาะแห่งแกะ” อย่างแท้จริง
ทำไมถึงต้องเที่ยวหมู่เกาะแฟโร
ด้วยความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่หาไม่ได้จากที่ไหนบนโลก ไม่ว่าจะเป็น Sørvágsvatn ทะเลสาบเหนือหน้าผาที่ดูคล้ายกับลอยอยู่เหนือมหาสมุทร, Múlafossur น้ำตกขนาดใหญ่จากหน้าผาสูงชันลงสู่ผืนน้ำแอตแลนติกโดยตรง เป็นภาพที่สวยงามเกินจินตนาการ รวมถึงความน่ารักของหมู่บ้านหลังคามุงหญ้าแบบโบราณใน Gásadalur และชมฝูงนกพัฟฟิน (Puffin) นับหมื่นตัวที่เกาะ Mykines อย่างใกล้ชิด
แชร์พิกัด! 5 ที่เที่ยวหมู่เกาะแฟโร สวยงามเหนือจินตนาการ
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของ “หมู่เกาะแฟโร” เรามาชวนคุณมาทำความรู้จักดินแดนที่สวยเหนือจินตนาการ และสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก ชับบ์ คัดสรร 5 ที่เที่ยวห้ามพลาดในหมู่เกาะแฟโร ได้แก่
1. ทอร์สเฮาน์ (Tórshavn)
เมืองหลวงที่เล็กที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเกาะ Streymoy สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกจากภาพบ้านไม้หลากสีสัน เช่น สีดำ สีแดง สีเขียว และบ้านที่ปูหลังคาด้วยหญ้าสไตล์นอร์ดิกแบบดั้งเดิม เสน่ห์ที่ทำให้หลายคนชื่นชอบเมืองนี้อยู่ที่ย่านประวัติศาสตร์ทิงกาเนส (Tinganes) ที่เต็มไปด้วยอาคารไม้ทาสีแดงหลังคาปูด้วยหญ้าอายุกว่าร้อยปี รายล้อมไปด้วยร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์และคาเฟ่สุดฮิป
2. ทะเลสาบเซอร์วัคสวัตน (Sørvágsvatn)
ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะแฟโร ตั้งอยู่บนเกาะวาการ์ (Vágar) สิ่งที่ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือภาพลวงตาทางธรรมชาติ (Optical Illusion) เมื่อมองจากมุมสูงจะดูราวกับทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันและสูงกว่าระดับน้ำทะเล ขนานไปกับมหาสมุทรแอตแลนติกเบื้องล่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วทะเลสาบอยู่สูงจากมหาสมุทรเพียง 30-32 เมตรเท่านั้น
- การเดินทาง: จากสนามบิน Vágar ขับรถเพียง 5-10 นาที หรือจากเมืองหลวงทอร์สเฮาน์ (Tórshavn) จะใช้เวลาขับรถประมาณ 40 นาที ผ่านอุโมงค์ใต้ทะเล เมื่อเข้าสู่เมือง Miðvágur ให้เลี้ยวตรงแยกโบสถ์ประจำเมือง แล้วขับตามป้ายบอกทางไปยังจุดจอดรถ Trælanípa / Bøsdalafossur
3. น้ำตกมูลาฟอสเซอร์ (Múlafossur Waterfall)
หนึ่งในแลนด์มาร์คและน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของหมู่เกาะแฟโร ตั้งอยู่บนเกาะเวการ์ (Vágar Island) และไม่ไกลจากสนามบิน Vagar สนามบินแห่งเดียวของหมู่เกาะแฟโร เป็นน้ำตกที่สวยงามเหนือจินตนาการซ่อนอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แสนจะน่ารักอย่าง Gásadalur มานานหลายร้อยปี สายน้ำจะทิ้งตัวจากหน้าผาสูงชันกว่า 60 เมตร ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเบื้องล่างเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา โอบล้อมด้วยเนินเขาเขียวสดและหมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด
- การเดินทาง: น้ำตกตั้งอยู่บนเกาะเวการ์ (Vágar Island) ไม่ไกลจากสนามบิน Vagar ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาเยือนเป็นจุดแรก ๆ ของการเที่ยวหมู่เกาะแฟโร
4. เกาะคัลซอย (Kalsoy Island) หรือ “James Bond Island”
เกาะรูปทรงเพรียวยาวจนได้รับฉายาว่า “เกาะขลุ่ย” (The Flute) เนื่องจากมีอุโมงค์หลายแห่งและสันเขาที่ทอดตัวยาว รวมถึงประภาคารคาลลูร์ (Kallur Lighthouse) จุดชมวิวชื่อดังบนหน้าผาสูงชันริมทะเล ทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสำคัญในหนังเรื่อง “No Time to Die” อีกด้วย นอกจากนี้ บนเกาะยังมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่น่ารักอย่าง หมู่บ้านโทรลลาเนส (Trollanes) เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเท้าขึ้นไปยังประภาคารคาลลูร์
- การเดินทาง: นั่งเรือเฟอร์รี่จากเมือง Klaksvík ไปยังท่าเรือ Syðradalur บนเกาะคัลซอย (ใช้เวลาข้ามฟากประมาณ 20 นาที) บนเกาะจะมีรถประจำทางให้บริการเพื่อไปยังจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ
5. เกาะมิคิเนส (Mykines)
ดินแดนสวรรค์ของคนรักนกและธรรมชาติ เกาะแห่งนี้เป็นที่วางไข่ของนกพัฟฟิน (Puffins) เจ้าของจงอยปากสีส้มสุดน่ารัก ฝูงนกพัฟฟินนับพันตัวจะอพยพมาอาศัยบนเกาะในช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) สามารถเดินเทรลเลียบหน้าผา เพื่อชมวิถีชีวิตของนกพัฟฟินได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงสัมผัสวิถีชีวิตของชาวเมืองในหมู่บ้าน Mykines ที่มีประชากรเพียงไม่กี่ครอบครัว และโดดเด่นด้วยบ้านสไตล์ดั้งเดิมที่มุงด้วยหญ้าคา
- การเดินทาง: สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือ Sørvágur หรือนั่งเฮลิคอปเตอร์ (สายการบิน Atlantic Airways) ซึ่งเป็นบริการขนส่งสาธารณะที่ชาวแฟโรใช้กันทั่วไป (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)
- ข้อควรรู้: ควรจองตั๋วเรือและขอใบอนุญาต (Hiking Fee) ล่วงหน้าผ่าน Visit Faroe Islands ก่อนเดินทาง เนื่องจากจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน เพื่อการอนุรักษ์และปกป้องธรรมชาติ
เที่ยวหมู่เกาะแฟโร ช่วงไหนดีที่สุด
ช่วงเวลาที่เที่ยวหมู่เกาะแฟโรได้สนุกสนาน สวยงาม และปลอดภัยที่สุดคือ ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) ท่ามกลางอากาศเย็นสบายกำลังดี (อุณหภูมิเฉลี่ย 10-13 องศาเซลเซียส) ต้นไม้และพรมหญ้าเขียวขจี หรือชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) ทำให้มีเวลาเที่ยวยาวนานขึ้น และเป็นช่วงเดียวที่จะได้เจอกับฝูงนกพัฟฟินอีกด้วย
วิธีเดินทางไปหมู่เกาะแฟโร
ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยไปยังหมู่เกาะแฟโร แต่สามารถนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ (BKK) สู่ท่าอากาศยานโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก (CPH) โดยสายการบินไทย (TG), Emirates (EK) หรือ Qatar Airways (QR) และต่อเครื่องบินภายในประเทศจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินวาการ์ (Vágar Airport - FAE) บนหมู่เกาะแฟโร โดยสายการบิน Atlantic Airways (สายการบินแห่งชาติของแฟโร) ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที
การขอวีซ่า (Visa)
แม้หมู่เกาะแฟโรจะเป็นเขตปกครองของเดนมาร์ก แต่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงเชงเก้น (Schengen) ดังนั้น การใช้เพียงวีซ่าเชงเก้นทั่วไปจะไม่สามารถเข้าเกาะได้ คุณต้องยื่นขอวีซ่าเดนมาร์กพร้อมระบุความประสงค์ว่า Valid for Faroe Islands ในใบสมัคร แนะนำให้วางแผนและยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน
งบประมาณเที่ยวหมู่เกาะแฟโร
การเที่ยวหมู่เกาะแฟโรจำเป็นต้องวางแผนงบประมาณให้ดี เนื่องจากค่าครองชีพบนเกาะค่อนข้างสูง ชับบ์ ทำงบประมาณคร่าว ๆ เพื่อเป็นไอเดียในการวางแผนเที่ยวหมู่เกาะแฟโรให้กับคุณ
- ค่าตั๋วเครื่องบิน: ประมาณ 40,000 – 60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโปรโมชัน)
- การเดินทางบนเกาะ: แนะนำให้เช่ารถขับ (Car Rental) เพราะระบบขนส่งสาธารณะอาจเข้าไม่ถึงจุดท่องเที่ยวหลัก ค่าเช่ารถเริ่มต้นประมาณ 3,000 - 5,000 บาทต่อวัน (แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะรถมีจำนวนจำกัด)
- ค่าที่พักและอาหาร: ที่พักสไตล์เกสต์เฮาส์หรือ Airbnb เริ่มต้นประมาณ 4,000 - 7,000 บาทต่อคืน ส่วนค่าอาหารต่อมื้อตกประมาณ 800 - 1,500 บาทต่อคน
หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) คือจุดหมายปลายทางที่จะเปลี่ยนมุมมองการท่องเที่ยวของคุณไปตลอดกาล ด้วยภูมิประเทศที่แปลกตา ความเงียบสงบอันทรงพลัง ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ ก่อนจะเดินทางไปสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตบนเกาะแฟโร ควรมีประกันการเดินทางชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ให้คุณอุ่นใจหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน