Skip to Main Content

5 ประเทศในฝัน ตามล่าหาแสงเหนือ “แสงออโรรา” ที่สวยที่สุดในโลก!

SUV on snow covered field under green aurora lights

เชื่อว่า หนึ่งในความฝันของนักเดินทางทั่วโลก คือการได้ชม “แสงเหนือ” หรือ “แสงออโรรา” (Aurora Borealis) ด้วยตาตัวเองสักครั้ง ม่านแสงสีเขียวที่พริ้วไหวราวกับเต้นรำอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน คือภาพแห่งความงดงามและยากจะลืมเลือน ทว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่ในโลก แต่จะอวดโฉมให้เห็นในดินแดนใกล้ขั้วโลกเหนือเท่านั้น หลายคนอาจสงสัยว่า แสงเหนือเกิดจากอะไร และแสงเหนืออยู่ประเทศไหนบ้าง? ชับบ์ จะพาคุณไปหาคำตอบ พร้อมปักหมุด 5 ประเทศที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวชม ‘แสงเหนือ’ อีกหนึ่งความมหัศจรรย์อันงดงามของโลกใบนี้

ไขข้อสงสัย: แสงเหนือเกิดจากอะไร?

ก่อนจะเดินทางไปตามล่าแสงเหนือในขั้วโลก เรามาทำความรู้จักปรากฏการณ์น่าทึ่งกันก่อนดีกว่า ‘แสงเหนือ’ หรือ ‘แสงออโรรา’ (ออโรรา บอเรลลิส) เป็ปรากฏการณ์

ธรรมชาติที่เกิดจากการชนกันของอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ หรือเรียกว่า ‘ลมสุริยะ’ (Solar Wind) ชนเข้ากับชั้นบรรยากาศของโลกบริเวณขั้วโลกเหนือ ทำให้ก๊าซในชั้นบรรยากาศแตกตัวและปลดปล่อยพลังงานออกมาจนเกิดเป็นลวดลายแสงสีต่างๆ บนท้องฟ้า ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นเอง

โดยสีของแสงเหนือจะขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซในชั้นบรรยากาศและระดับความสูงที่เกิดการชน โดยทั่วไป ‘สีเขียว’ เป็นสีที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากการชนกับก๊าซออกซิเจนที่ความสูงประมาณ 100-200 กิโลเมตร ‘สีแดง’ เกิดจากการชนกับก๊าซออกซิเจนที่ระดับความสูงมากกว่า 300 กิโลเมตรขึ้นไป ส่วน ‘สีน้ำเงินและสีม่วง’ เกิดจากการชนกับโมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนเมื่อเข้าใจที่มาของความสวยงามนี้แล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมตัวออกเดินทางไปตามล่าแสงเหนือกันดีกว่า!

5 ประเทศในฝันสำหรับนักล่าแสงเหนือ

แสงเหนือ (Aurora Borealis) คือหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดในโลก ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต หากคุณกำลังวางแผนออกเดินทางตามล่าแสงเหนือ ลองเริ่มต้นจาก 5 ประเทศสุดฮิตเหล่านี้ได้เลย!

นอร์เวย์ (Norway)

Norwegian landscape with beautiful aurora borealis

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับการชมแสงเหนือ ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามของฟยอร์ด ภูเขา ทะเล และหมู่บ้านชาวประมง ทำให้ประสบการณ์การชมแสงเหนือที่นี่น่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก โดยสถานที่ยอดนิยมในการชมแสงเหนือของนอร์เวย์ต้องยกให้ ‘ทรอมโซ’ (Tromsø) หรือที่รู้จักกันในนาม “ประตูสู่ขั้วโลกเหนือ” เมืองที่มีบรรยากาศคึกคักและมีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย ทั้งทัวร์ล่าแสงเหนือ นั่งรถลากสุนัขฮัสกี้ และชมฟยอร์ดอันงดงาม รวมถึงเมือง ‘อัลตา’ (Alta) ที่มีชื่อเสียงในการชมแสงเหนือและเป็นที่ตั้งของหอดูดาว Northern Lights Observatory แห่งแรกของโลก ทั้งยังมี ‘หมู่เกาะโลโฟเทน’ (Lofoten Islands) ที่มีทัศนียภาพสวยงาม ท่ามกลางด้วยภูเขาหิมะสูง ฟยอร์ด และหมู่บ้านชาวประมงที่มีเสน่ห์ (Rorbuer) เรียงรายริมน้ำ การได้เห็นแสงเหนือเต้นระบำเหนือฉากหลังอันงดงามนี้เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

** ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุด: ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนเมษายน โดยเฉพาะธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ มักจะเป็นช่วงที่เห็นปรากฏการณ์แสงเหนือได้ชัดเจนที่สุด

ไอซ์แลนด์ (Iceland)

Aurora Borealis at Kirkjufell in Iceland

เจ้าของฉายา “ดินแดนแห่งน้ำแข็งและไฟ” ที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ ทั้งภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง น้ำพุร้อน และน้ำตกขนาดใหญ่ ทำให้การล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์มีเสน่ห์ไม่แพ้ที่ใดในโลก คุณจะได้เห็นม่านแสงสีเขียวเต้นรำบนท้องฟ้าที่มืดสนิท โดยมีฉากหลังเป็นธรรมชาติอันน่าทึ่ง นั่นทำให้ไอซ์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการชมแสงเหนือ เพราะมีมลภาวะทางแสงน้อยมากๆ และมีจุดชมวิวสวยๆ หลายแห่ง โดยเส้นทางยอดนิยมที่รวมไฮไลท์ทางธรรมชาติไว้ครบครันต้องยกให้ ‘Golden Circle’ ที่มีทั้งน้ำตก Gullfoss, ธารน้ำแข็ง Thingvellir National Park และบ่อน้ำพุร้อน Geysir เป็นจุดชมแสงเหนือที่เข้าถึงง่ายและโรแมนติกสุดๆ รวมถึง ‘โจกุลซาลอน’ (Jökulsárlón Glacier Lagoon) ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งสุดมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น เมื่อแสงเหนือหลากสีสันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ามืดมิดสะท้อนกับก้อนน้ำแข็งสีฟ้า เกิดเป็นภาพที่สวยงามที่สุดและเป็นจุดถ่ายภาพแสงเหนือที่ช่างภาพทั่วโลกใฝ่ฝัน

** ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุด: ระหว่างเดือนกันยายนถึงเมษายน โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่กลางคืนยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามืดสนิท แนะนำให้ใช้บริการทัวร์ชมแสงเหนือและแช่น้ำพุร้อนธรรมชาติอย่าง Blue Lagoon หรือ Myvatn Nature Baths เพื่อสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่และความผ่อนคลายถึงขีดสุด

ฟินแลนด์ (Finland)

Man admires the aurora borealis near icebergs and sea

หากคุณอยากสัมผัสประสบการณ์การล่าแสงเหนือเหมือนหนังแฟนตาซีต้องมาที่ฟินแลนด์! โดยเฉพาะในแคว้นแลปแลนด์ (Lapland) ทางตอนเหนือของประเทศ คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักล่าแสงเหนือทั่วโลก นอกจากจะเป็นบ้านเกิดของซานตาคลอส แล้วยังเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องที่พักสุดพิเศษอย่าง โรงแรม ‘Glass Igloo’ ที่เมืองคักสเลาททาเน็น (Kakslauttanen) แห่งเดียวในโลกที่ให้คุณนอนชมแสงเหนือบนเตียง / ภายในห้องพักบนเตียงอุ่นๆ ภายในกระโจมแก้วอิกลู ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘อิกลู’ (Igloo) ที่พักอาศัยของชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ทางแถบขั้วโลกเหนือ เป็นประสบการณ์สุดโรแมนติกและน่าประทับใจ ไฮไลท์ในการชมแสงเหนืออยู่ที่ ‘โรวาเนียมิ’ (Rovaniemi) เมืองหลวงของแลปแลนด์และตำนานหมู่บ้านซานตาคลอส (Santa Claus Village) ชมแสงเหนือและเล่นสกีรีสอร์ทที่เมือง ‘ซาริเซลก้า’ (Saariselkä) และเมือง ‘เลวี’ (Levi) ศูนย์กลางของกิจกรรมฤดูหนาวและทัวร์ชมแสงออโรราที่ดีที่สุดในฟินแลนด์ รับรองว่ามาแล้วคุณจะฟินสมชื่อ!

** ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุด: ปลายเดือนสิงหาคมจนถึงช่วงต้นเดือนกันยายน โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลางคืนจะยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามืดสนิท

สวีเดน (Sweden)

People on a snow-covered field look at the aurora

สวีเดนเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการตามล่าแสงเหนือ โดยเฉพาะที่ ‘อุทยานแห่งชาติอบิสโก’ (Abisko National Park) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์หลายท่านยกย่องให้เป็นหนึ่งในจุดชมปรากฏการณ์แสงเหนือที่ดีที่สุดในโลก และมีสถิติการเห็นแสงเหนือสูงที่สุดในโลก (เฉลี่ย 70-80%) เมื่อเทียบปรากฏการณ์แสงเหนือในประเทศอื่นๆ ที่อาจต้องพึ่งโชคชะตาในเรื่องสภาพอากาศมากกว่า เนื่องจากอุทยานแห่งนี้มี “หลุมสีน้ำเงินแห่งอบิสโก” (Blue Hole of Abisko) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ ที่ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบ Torneträsk จะปลอดโปร่งไร้เมฆบดบัง ซึ่งเกิดจากกระแสลมที่พัดผ่านภูเขาสูงทำให้เมฆสลายตัวไป คุณจึงได้ชื่นชมแสงเหนือท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ป่าสนที่เงียบสงบ และทะเลสาบใสบริสุทธิ์ที่กลายเป็นน้ำแข็ง ให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัว

** ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุด: ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนมีนาคม โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาที่กลางคืนยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามืดสนิท แต่อุณหภูมิจะหนาวจัดจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความหนาวเย็น

แคนาดา (Canada)

 The Aurora Borealis illuminates a white tent amid the snow

ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้แคนาดามีจุดชมแสงเหนือที่สวยงามและเงียบสงบไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ไฮไลท์ของแคนาดาอยู่ที่ ‘เมืองเยลโลว์ไนฟ์’ (Yellowknife) ในเขต Northwest Territories ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Aurora Capital of the World หรือ “เมืองหลวงแห่งแสงออโรราของโลก” เพราะตั้งอยู่ในแนว Auroral Oval ซึ่งเป็นวงรีที่แสงเหนือจะปรากฏขึ้นบ่อยครั้งและชัดเจนที่สุด ทั้งยังมี Aurora Village ซึ่งเป็นสถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับการชมแสงเหนือโดยเฉพาะ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าทุนดรากว้างใหญ่และทะเลสาบน้ำแข็ง ทำให้มีมลภาวะทางแสงน้อยมากเหมาะแก่การชมแสงเหนือเป็นอย่างยิ่ง รวมถึง ‘เมืองไวท์ฮอร์ส’ (Whitehorse) ในเขตยูคอน (Yukon) ที่คุณจะได้ชมความสวยงามของแสงเหนือหลากสีสัน ทั้งสีเขียว, แดง, เหลือง, ส้ม, ชมพู และม่วง ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก

** ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุด: ปลายเดือนสิงหาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม เป็นช่วงที่กลางคืนยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามืดสนิท อุณหภูมิจะหนาวจัดและอาจติดลบถึง -50 องศาเซลเซียส

เรื่องน่ารู้: เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปตามล่าหาแสงเหนือ

การเตรียมตัวไปชมแสงเหนือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแสงเหนือมักปรากฏในพื้นที่ที่อากาศหนาวจัด และอาจต้องรอนานหลายชั่วโมง ดังนั้น การเตรียมพร้อมที่ดีจะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุด

A man stands on a snow-covered field looking at the aurora borealis
  • เลือกจุดหมายและช่วงเวลาที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาชมแสงเหนือที่ดีที่สุดคือ ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ มักเป็นช่วงที่กลางคืนยาวนานที่สุดและท้องฟ้ามืดสนิทที่สุด จึงเพิ่มโอกาสในการมองเห็นแสงเหนือได้มากขึ้น
  • ติดตามพยากรณ์แสงเหนือและสภาพอากาศ: แสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่สามารถรับประกันว่าจะเห็นได้ 100% โดยคุณสามารถติดตามพยากรณ์แสงเหนือได้ที่แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ เช่น My Aurora Forecast & Alerts, Aurora Alerts Northern Lights และ Hello Aurora Forecast เป็นต้น
  • เตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว: อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการชมแสงเหนือ เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวที่อบอุ่นเพียงพอ จะช่วยให้คุณยืนรอชมแสงเหนือได้นานขึ้น ท่ามกลางอุณหภูมิลดต่ำถึง -20 ถึง -40 องศาเซลเซียส ควรเตรียมเสื้อและกางเกงลองจอห์น (Long Johns) หรือเสื้อผ้า Heattech ที่เป็นวัสดุเก็บความร้อน ระบายความชื้นได้ดี (ไม่แนะนำผ้าฝ้าย) รวมถึงเสื้อโค้ทกันหนาวหนาพิเศษ ที่กันลม กันน้ำ หรือกันหิมะ (Waterproof & Windproof) และรองเท้าบูทกันหนาวที่ควรเลือกไซส์ใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เพื่อให้ใส่ถุงเท้าหนาๆ ได้และอากาศถ่ายเทสะดวก
  • อุปกรณ์ถ่ายภาพ: การถ่ายภาพแสงเหนือไม่ใช่เรื่องง่าย ควรเลือกกล้อง DSLR หรือ Mirrorless ที่สามารถปรับค่า Manual ได้ ที่สำคัญควรมีขาตั้งกล้องและแบตเตอรี่สำรอง เพราะแบตเตอรี่กล้องหรือมือถือจะหมดเร็วกว่าปกติมากในอากาศที่หนาวจัด แนะนำให้เก็บแบตเตอรี่ไว้ในเสื้อโค้ทให้อบอุ่นอยู่เสมอ
  • จองที่พักและทัวร์ให้พร้อม: ที่พักและทัวร์ในช่วงฤดูหนาวมักจะเต็มเร็ว โดยเฉพาะฤดูเที่ยวชมแสงเหนือจะเต็มเร็วอย่างมาก แนะนำให้จองทัวร์ชมแสงเหนือซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด เพราะไกด์ท้องถิ่นจะมีความเชี่ยวชาญในการหาสภาพอากาศและจุดชมวิวที่ดีที่สุด
  • เตรียมยารักษาโรค: การจะไปเที่ยวชมแสงเหนือควรมีสุขภาพแข็งแรง เพราะต้องเผชิญกับอากาศหนาวเย็นจัดและอาจต้องรอนาน รวมถึงควรเตรียมยารักษาโรคที่จำเป็น สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง
  • ซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ: ควรซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ ที่ครอบคลุมอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย รวมถึงความล่าช้า หรือการยกเลิกเที่ยวบินที่อาจเกิดขึ้นได้

การได้ยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นในคืนที่มืดมิด เฝ้ารอจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงออโรราสีเขียวร่ายรำราวกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือคำทักทายของบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับการรอคอยและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคุณไปตลอดกาล ใครที่แพลนจะไปตามล่าหาแสงเหนือต้องซื้อประกันเดินทางต่างประเทศชับบ์ (Chubb Travel Insurance) เพื่อความอุ่นใจ ประกันที่พร้อมดูแลคุณตลอด 24 ชั่วโมง