ปักหมุด 10 ที่เที่ยวเบลเยี่ยม (Belgium) เมืองสวยคลาสสิก พร้อมทริกเดินทางด้วยตัวเอง
หากคุณกำลังสงสัยว่า ทำไมเบลเยี่ยมถึงกลายเป็น The Next Big Thing ของยุโรปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำตอบไม่ได้อยู่ที่ช็อกโกแลตคุณภาพพรีเมียม แต่เป็นเพราะสื่อทรงอิทธิพลทั่วโลกพร้อมใจกันเทคะแนนให้เบลเยี่ยม โดยเฉพาะ Condé Nast Traveler ที่ยกให้บรัสเซลส์เป็นหนึ่งใน Best Places to Travel in 2026 ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ส่วน Lonely Planet และ Time Out ต่างก็จัดอันดับให้เมืองต่าง ๆ ในเบลเยี่ยมเป็นสวรรค์ของสาย Gastronomy และ Slow Travel ด้วยระบบรางที่เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เบลเยี่ยมเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมยุคกลาง และไลฟ์สไตล์สุดชิคที่นักเดินทางรุ่นใหม่โหยหา
ไฮไลท์ห้ามพลาด: ที่เที่ยวเบลเยี่ยม เมืองไหนสวยสุด
จากกระแสการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์แปลกใหม่และดื่มด่ำกับวัฒนธรรม ทำให้เบลเยี่ยมกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนที่หลงรักความทันสมัย ความคลาสสิค และศิลปะ ชับบ์ รวม 10 ที่เที่ยวเบลเยี่ยมที่กำลังมาแรงสุด ๆ จากคะแนนโหวตของนักเดินทางและการจัดอันดับของนิตยสารชั้นนำของโลก
1. เมืองบรัสเซลส์ (Brussels)
บรัสเซลส์ คือเมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยม ที่ผสมผสานความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมยุคเก่าอย่างจัตุรัส Grand Place ที่งดงามระดับโลก เข้ากับบรรยากาศเมืองหลวงแห่งยุโรปที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว คุณจะได้เพลินกับวัฒนธรรมอาหารที่มีเอกลักษณ์ ทั้งช็อกโกแลตระดับพรีเมียม วาฟเฟิลแสนอร่อย และเบียร์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ทั้งยังมีงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ตและพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ Kanal-Centre Pompidou พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ที่ดัดแปลงโรงงานผลิตรถยนต์ในอดีตให้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง ทำให้บรัสเซลส์กลายเป็นเมืองหลวงที่เปี่ยมเสน่ห์และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สัมผัสได้
2. เมืองบรูจส์ (Bruges)
อีกหนึ่งที่เที่ยวเบลเยี่ยมที่ห้ามพลาด คือ เมืองบรูจส์ เป็นเมืองมรดกโลกที่ให้บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ด้วยถนนหินกรวดและอาคารยุคกลางที่เรียงรายริมน้ำจนได้รับฉายา “เวนิสแห่งยุโรปเหนือ” ไฮไลต์ของเมืองบรูจส์อยู่ที่การล่องเรือชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งคลอง และหอระฆัง Belfry of Bruges ชมทัศนียภาพมุมสูงที่งดงามราวกับภาพวาด ทั้งยังเป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลตและเบียร์ท้องถิ่นในบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก
3. เมืองเกนต์ (Ghent)
เกนต์ เมืองที่ผสมผสานความอลังการของยุคกลางเข้ากับบรรยากาศของเมืองมหาวิทยาลัยสุดชิคได้อย่างลงตัว ใครมาถึงเมืองเกนต์แล้วต้องพักชมวิวริมฝั่งคลองที่ Graslei และ Korenlei เช็กอินที่ เกรเวนสตีน (The Gravensteen) ปราสาทยุคกลางอันยิ่งใหญ่ใจกลางเมืองเกนต์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1180 โดยฟิลิปป์แห่งอาลซัส ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงชุดเกราะ อาวุธ และเครื่องทรมานยุคโบราณ แวะชมภาพเขียนระดับโลก "Adoration of the Mystic Lamb" ในยุคเรเนสซองส์ตอนต้น วาดโดยสองพี่น้อง Hubert และ Jan van Eyck ตั้งอยู่ภายใน มหาวิหารเซนต์บาโว (St Bavo’s Cathedral) ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นชมงานสตรีทอาร์ตเก๋ ๆ ที่ถนน Werregarenstraat
4. เมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp)
เมืองหลวงแห่งเพชรและแฟชั่นที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับศิลปะอย่างลงตัว แอนต์เวิร์ป ได้รับการยกย่องจาก Time Out Magazine ให้เป็นเมืองสุดฮิตสำหรับชาวฮิปสเตอร์ เช็กอินที่ Antwerp Central สถานีรถไฟที่สวยที่สุดในโลก ต่อด้วยการชมมหาวิหาร Cathedral of Our Lady ที่เก็บรักษาผลงานชิ้นเอกของ Rubens ศิลปินระดับตำนาน เดินเล่นย่าน ModeMuseum (MoMu) เพื่อสัมผัสจิตวิญญาณแฟชั่นร่วมสมัย ชมวิวเมืองแบบ 360 องศาบนดาดฟ้าพิพิธภัณฑ์ MAS ดีไซน์ล้ำสมัย ปิดท้ายด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดัง KMSKA ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ในรอบ 11 ปี จัดแสดงผลงานมาสเตอร์พีซตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 15-18 ไปจนถึงงานศิลปะร่วมสมัยไว้ภายในอาคารสไตล์นีโอคลาสสิกได้อย่างลงตัว
5. เมืองดินองต์ (Dinant)
เมืองริมน้ำที่สวยสะดุดตา ด้วยภาพหน้าผาหินปูนสูงตระหง่านที่มี The Citadel of Dinant ป้อมปราการเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน รวมถึง The Collegiate Church of Our Lady of Dinant โบถส์โรมันคาทอลิกสไตล์โกธิคที่มีโดมทรงหัวหอมสีดำเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองดินองต์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมิวส์ (Meuse) แล้วยังเป็นบ้านเกิดของ Adolphe Sax ผู้ประดิษฐ์แซกโซโฟน คุณจึงได้เห็นผลงานศิลปะรูปแซกโซโฟนหลากสีสันบนสะพาน Charles de Gaulle ในบรรยากาศสุดโรแมนติก
6. เมืองเลอเวน (Leuven)
เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่และคราฟต์เบียร์ที่มีชีวิตชีวา ชมความวิจิตรของศาลาว่าการเมือง (Stadhuis Town Hall) สไตล์กอธิกที่ประดับด้วยรูปปั้นนับร้อย และเยี่ยมชม โบถส์เซนต์ปีเตอร์ เพื่อดูผลงานศิลปะระดับโลกอย่าง “The Last Supper” ของ Dieric Bouts ต่อด้วยการเดินเล่นในย่าน Great Beguinage of Leuven หมู่บ้านมรดกโลก UNESCO อายุกว่า 800 ปีที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหอพักมหาวิทยาลัยท่ามกลางบรรยากาศบ้านอิฐโบราณอันเงียบสงบและสวยงาม ปิดท้ายด้วยการลิ้มลองคราฟต์เบียร์พื้นเมืองที่ Oude Markt ซึ่งได้ฉายาว่าเป็น “บาร์ที่ยาวที่สุดในยุโรป” ซึ่งเป็นศูนย์รวมความสนุกสนานของเมือง
7. เมืองดูร์บูย (Durbuy)
ดูร์บูย ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองที่เล็กที่สุดในโลก” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของยุคกลางท่ามกลางหุบเขาอาร์เดนเนส (Ardennes) อันเขียวขจี เดินเล่นชมอาคารหินโบราณในย่านเมืองเก่าที่ปูด้วยถนนหินกรวด ที่นี่จึงเป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับเทรนด์ Slow Travel ที่ต้องการหลบหนีความวุ่นวาย ชมวิวเมืองจาก Belvedere Tower ที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำอูร์ต (Ourthe) ทั้งยังมี สวนสาธารณะ Topiaires (Topiary Park) ที่รวบรวมพุ่มไม้ตัดแต่งรูปทรงแปลกตาไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมกิจกรรม Outdoor เช่น เดินป่า พายเรือคายัค และสนามผจญภัย เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว
8. เมืองสปา (Spa)
เมืองสปา คือจุดกำเนิดของคำว่า “สปา” ที่โด่งดังไปทั่วโลก มีชื่อเสียงมายาวนานจากการเป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติเพื่อสุขภาพสำหรับชนชั้นสูง แนะนำให้แช่น้ำแร่ผ่อนคลายที่ Thermes de Spa ท่ามกลางวิวหุบเขาอาร์เดนเนส (Ardennes) หรือเยี่ยมชม Casino de Spa คาสิโนแห่งแรก ๆ ของยุโรปที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นแฟนความเร็วต้องไม่พลาดไปเยือน Circuit de Spa-Francorchamps สนามแข่งรถระดับตำนานที่แฟน F1 ทั่วโลกใฝ่ฝันจะไปเยือนสักครั้ง
9. เมืองนามูร์ (Namur)
เมืองหลวงของแคว้นวัลลูนที่ตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย เที่ยว Citadel of Namur ป้อมปราการขนาดมหึมาบนเนินเขาที่มองเห็นวิวเมืองและแม่น้ำได้อย่างสวยงาม ต่อด้วยการเดินเล่นในย่านเมืองเก่า (Old Town) เพื่อชมสถาปัตยกรรมสไตล์บารอกของมหาวิหาร Saint Aubin แวะชมงานศิลปะที่ Musée Félicien Rops ที่รวบรวมผลงานศิลปะล้ำสมัยไว้มากมาย ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นริมฝั่งแม่น้ำชมบรรยากาศสุดชิลล์ ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์กับวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ใครที่มองหาที่เที่ยวเบลเยี่ยมที่ทั้งสวยและรวยวัฒธรรม ควรมีเมืองนามูร์อยู่ในทริปให้ได้
10. เมืองออสเทนด์ (Ostend)
เมืองตากอากาศยอดนิยมของเบลเยียม ที่ผสมผสานความคึกคักของทะเลเหนือเข้ากับศิลปวัฒนธรรมได้อย่างโดดเด่น เดินเล่นรับลมริมทะเลบนทางเดินไม้ Albert I Promenade เยี่ยมชม Mercator Museum พิพิธภัณฑ์เรือสุดคลาสสิก ที่จอดเทียบท่ายิ่งใหญ่ใจกลางเมือง ชมสถาปัตยกรรมกอธิคสุดอลังการของโบสถ์ Saints Peter and Paul ปิดท้ายด้วยการชิมอาหารทะเลสดใหม่ในตลาดปลาท้องถิ่น หรือชมศิลปะร่วมสมัยที่พิพิธภัณฑ์ Mu.ZEE เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งสายชิลล์และสายอาร์ตได้อย่างลงตัว
ทริกเที่ยวเบลเยี่ยมด้วยตัวเอง
- การเดินทางข้ามเมืองด้วยรถไฟ: หัวใจของการเที่ยวเบลเยี่ยมคือ SNCB (รถไฟแห่งชาติเบลเยี่ยม) ระบบรางที่ครอบคลุมและตรงเวลา คุณสามารถซื้อตั๋วผ่านแอปฯ ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจองล่วงหน้าสำหรับรถไฟภายในประเทศ แล้วยังปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยตัวเอง
- เที่ยวเบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส-เนเธอร์แลนด์: ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของสองประเทศ ทำให้คุณสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากกรุงบรัสเซลส์ไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม หรือมหานครปารีส ได้ในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทำให้การวางแผนทริปยุโรปหลายประเทศเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
- วิธีขอวีซ่าเชงเก้น: หากคุณวางแผนเที่ยวยุโรปหลายประเทศในทริปเดียว ให้ยื่นขอวีซ่าสถานทูตของประเทศที่คุณพำนักอยู่นานที่สุด (นับจำนวนคืน) หากคุณพักแต่ละประเทศเท่ากัน ให้ยื่นคำร้องขอที่สถานทูตของประเทศแรกที่เดินทางไปเยือน (เฉพาะในกลุ่มเชงเก้น) ควรยื่นคำร้องล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน แต่ไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันเดินทาง เมื่อได้รับวีซ่าแล้ว คุณสามารถเดินทางข้ามแดนระหว่างเบลเยียม ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองซ้ำ
**ข้อควรรู้: เนื่องจากระเบียบการของแต่ละสถานทูตอาจมีการปรับเปลี่ยน หรือมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน เช่น การจองคิวผ่าน VFS Global หรือ TLScontact แนะนำให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์สถานทูตของประเทศหลักที่คุณจะไปเยือน ก่อนเริ่มดำเนินการ
ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบประวัติศาสตร์ สายอาร์ท คราฟต์เบียร์ หรือนักชิมตัวยง “เบลเยี่ยม” เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจในปี 2026 เพื่อความอุ่นใจในการขอวีซ่าเชงเก้น พร้อมรับเบี้ยประกันคืน 100% กรณีที่ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน แนะนำให้ซื้อ ประกันเดินทางต่างประเทศของชับบ์ (Chubb Travel Insurance) ประกันภัยที่สถานทูตในยุโรปรับรองมาตรฐาน ช่วยให้คุณผ่านขั้นตอนวีซ่าได้ง่ายขึ้นและคุ้มครองครอบคลุมตลอดทริปในฝันของคุณ
คลิกเพื่อซื้อประกันการเดินทางกับเราได้แล้วที่นี่ หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 2611 4242